ReadyPlanet.com
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletทนายความฟ้องหย่า
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletฟ้องหย่า
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletกรมบังคับคดี
dot
ลิงค์ต่าง ๆ
dot
bulletสืบค้นกฎหมาย
bulletสืบค้นคำพิพากษา
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสำนักทนายความ
dot
Newsletter

dot
bulletวิชาชีพทนายความ


 



ฟ้องหย่าขอแบ่งสินสมรส การจัดการสินสมรสที่เป็นเงินตรา

สำนักงานทนายความ

-ปรึกษากฎหมาย ทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ โทร.085-9604258

-ติดต่อทางอีเมล  : leenont0859604258@yahoo.co.th

-ไอดีไลน์  ID line  :      leenont

หัวข้อ - ฟ้องหย่า  แบ่งสินสมรส  การสิ้นสุดแห่งการสมรส  การจัดการสินสนมรสที่เป็นเงินตรา  คู่สมรสจัดการสินสมรสได้โดยลำพัง  ความยินยอมของคู่สมรส,  การจัดการสินสมรส  คู่สมรสจัดการสินสมรสเป็นที่เสียหาย  ชดใชสินสมรสที่ขาดหายไป 

เมื่อมีการหย่า ก็ต้องจัดการแบ่งสินสมรส เมื่อโจทก์ฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรส จำเลยมีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสอื่นนอกจากที่โจทก์ระบุในคำฟ้องได้เพื่อให้การแบ่งสินสมรสสิ้นสุดลงพร้อมการสิ้นสุดแห่งการสมรส ในการจัดการสินสมรสที่เป็นเงินตราคู่สมรสมีอำนาจจัดการได้โดยลำพังไม่ต้องได้รับความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่งแต่หากเป็นที่เสียหายแก่สินสมรส ฝ่ายที่เสียหายขอให้ชดใช้ได้

         คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2545 

 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 กำหนดให้จัดการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาเมื่อมีการหย่าไม่ว่าจะเป็นการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายหรือหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ฉะนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องหย่าจำเลยและขอแบ่งสินสมรส ระหว่างโจทก์และจำเลยด้วยแล้ว จำเลยก็ย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรส ระหว่างโจทก์จำเลยเช่นเดียวกัน แม้สินสมรสที่จำเลยฟ้องแย้งจะเป็นสินสมรสอื่นนอกจากที่โจทก์ระบุในคำฟ้องก็ตามทั้งนี้เพื่อให้ปัญหาการแบ่งสินสมรสเป็นอันยุติไปพร้อมกับการสิ้นสุดแห่งการสมรส

โจทก์จำเลยทะเลาะวิวาทกันจนไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้และแยกกันอยู่ตั้งแต่วันที่9 มกราคม 2536 ตลอดมาจนถึงวันฟ้องหย่าแต่การสมรสระหว่างโจทก์จำเลยหาสิ้นสุดลงไม่ สินสมรส ระหว่างโจทก์จำเลยยังดำรงคงอยู่ตลอดเวลาและจำเลยมีอำนาจจัดการสินสมรสที่เป็นเงินตราได้โดยลำพังโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ หากจำเลยใช้จ่ายเงินตราสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียวก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องขอให้จำเลยชดใช้ โดยตั้งประเด็นให้ชดใช้สินสมรสที่ขาดหายไปโดยเฉพาะเจาะจงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1534 ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำนวนเงินสินสมรสในบัญชีเงินฝากที่เป็นฐานในการคิดคำนวณแบ่งปันกันให้ถือตามที่มีอยู่ในวันฟ้อง จึงชอบแล้ว

รายได้จากร้านเสริมสวยจำนวน 1,000,000 บาท ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวในการจะต้องคืนเงินส่วนนี้แก่จำเลย แต่จะต้องแบ่งคืนแก่จำเลยเมื่อได้รับชำระเงินยืมจำนวนนี้คืนจากผู้ยืมแล้ว จำเลยมิได้อุทธรณ์ ปัญหาเรื่องเงินจำนวนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์นำเอาเงิน 1,000,000 บาทมาคำนวณหักกลบลบหนี้ในการแบ่งสินสมรสให้แก่โจทก์จำเลยคนละกึ่งหนึ่ง โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์จึงไม่ชอบกรณีมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสไม่ชอบ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการบังคับเอากับสินสมรสที่จัดแบ่งแล้วอย่างไร จึงไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจยกขึ้นมาวินิจฉัยเองได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246ประกอบมาตรา 142 ต้องถือว่ารายได้จากร้านเสริมสวย ยังไม่สามารถนำมาคิดคำนวณแบ่งสินสมรสเพราะยังไม่ได้รับชำระคืนจากผู้ยืม

เงิน 100,000 บาท ของจำเลยเมื่อนำมารวมกับเงินของโจทก์ไปซื้อที่ดินและบ้านแล้ว ย่อมเปลี่ยนเป็นที่ดินและบ้านที่ซื้อมาจึงไม่มีเงินที่ต้องคืนให้จำเลยหรือโจทก์อีก

โจทก์และจำเลยได้ร่วมกันดำเนินกิจการร้านเสริมสวยตั้งแต่ก่อนจดทะเบียนสมรสกัน กิจการร้านเสริมสวยดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยมีอยู่แล้วก่อนสมรสจึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์และจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1471(1) โจทก์ลงทุนในกิจการดังกล่าว 200,000 บาท ส่วนจำเลยลงทุน100,000 บาท กิจการร้านเสริมสวย จึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์และจำเลยตามสัดส่วนของเงินลงทุน คือ 2 ต่อ 1

ที่ดินและห้องชุดทั้งสี่ห้องจำเลยได้รับโอนมาภายหลังจากโจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันแล้ว ส่วนเงินดาวน์ของที่ดินและของห้องชุดที่จำเลยนำไปชำระนั้น จำเลยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคาร ซึ่งเป็นเงินสินส่วนตัวของจำเลย แต่เงินในบัญชีดังกล่าวมีเงินรายได้จากกิจการร้านเสริมสวยรวมอยู่ด้วย ซึ่งเงินรายได้ดังกล่าวเป็นสินสมรส ระหว่างโจทก์จำเลยและไม่อาจแยกได้ว่าส่วนไหนเป็นเงินสินส่วนตัวของจำเลย ส่วนไหนเป็นเงินสินสมรสได้ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่อาจฟังได้ว่ามีเงินสินส่วนตัวของจำเลยเข้ามาปะปนอยู่กับเงินดาวน์ของที่ดินและของห้องชุดทั้งสี่เป็นจำนวนเท่าใด กรณีจึงต้องถือตามข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคท้าย ว่าเงินดาวน์ดังกล่าวเป็นสินสมรสด้วยที่ดินและห้องชุดทั้งสี่ห้องนี้จึงเป็นสินสมรสเต็มจำนวนที่จะต้องแบ่งให้โจทก์จำเลยคนละครึ่ง

เงินฝากในบัญชีธนาคารมีเงินรายได้จากกิจการร้านเสริมสวยรวมอยู่ด้วยโดยระคนปนกันจนไม่อาจจำแนกได้ว่าแต่ละส่วนเป็นเงินเท่าใดจึงต้องถือตามข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเงินในบัญชีนี้เป็นสินสมรส ฉะนั้น เมื่อจำเลยถอนเงินในบัญชีดังกล่าวมาเปิดบัญชีเงินฝากประจำ เงินฝากในบัญชีใหม่นี้จึงเป็นสินสมรสที่จะต้องแบ่งให้โจทก์จำเลยคนละครึ่งเช่นเดียวกันด้วย

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเงินฝากในบัญชีเงินฝากทั้งสองฉบับคงมีเงินเหลืออยู่เพียงบัญชีเดียวจำนวนเงิน 211,562.61 บาท อันเป็นเงินสินสมรสที่ต้องนำมาแบ่งกันคนละครึ่ง โจทก์อุทธรณ์ว่าเงินในบัญชีดังกล่าวมีการถอนออกไปบางส่วนหลังวันฟ้องเพื่อผ่อนชำระค่าซื้อบ้าน ที่ดินรถยนต์และคอนโดมิเนียม คงเหลือเงินในบัญชีเพียง 39,169.08บาท เท่านั้นจำเลยมิได้โต้แย้งว่า เงินที่ถูกถอนออกไปนำไปใช้อย่างไม่ถูกต้องอย่างใดเมื่อเงินฝากในบัญชีดังกล่าวเป็นสินสมรสและการสมรสระหว่างโจทก์จำเลยยังไม่สิ้นสุดลง โจทก์จึงยังคงมีสิทธิจัดการสินสมรสในส่วนที่เป็นเงินตราได้โดยลำพังไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยโดยการถอนเงินจากธนาคารแม้หลังจากฟ้องคดีนี้แล้วได้ จึงต้องถือตามจำนวนเงินที่มีอยู่จริงตามที่โจทก์แถลงและจำเลยยอมรับโดยไม่โต้แย้งคัดค้านจะย้อนหลังไปถือเอาจำนวนเงินที่เคยมีอยู่จริงมิได้

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 2พฤศจิกายน 2533 ไม่มีบุตรด้วยกัน พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 295/43 โดยมีบุตรของโจทก์ที่เกิดจากสามีเดิม 3 คน พักอาศัยอยู่ด้วย ระหว่างอยู่ด้วยกันจำเลยประพฤติตนไม่เหมาะสมหาเรื่องทะเลาะวิวาทกับโจทก์ ด่าว่าข่มขู่บุตรของโจทก์ให้หวาดระแวงว่าจะได้รับอันตราย จำเลยไม่ประกอบอาชีพ ไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และไม่ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ค่าใช้จ่ายจึงเป็นภาระของโจทก์เพียงผู้เดียว เมื่อต้นปีและปลายปี 2535 จำเลยทุบตีทำร้ายบุตรของโจทก์จนได้รับบาดเจ็บ ทำให้โจทก์และบุตรเกรงกลัวว่าจะได้รับอันตรายต้องออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น ครั้นเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2536 จำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ด้วยการลากโจทก์ลงบันไดจากชั้นสองของบ้าน ทำให้โจทก์ตกบันไดประมาณ 8 ขั้นจำเลยยังลากโจทก์ไปที่ห้องรับแขก กดให้โจทก์นอนราบ จับมือโจทก์ไขว้หลังใช้หัวเข่ากดหลังโจทก์ไว้เป็นเวลานาน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บปากแตก แก้มบวมช้ำ หน้าอกช้ำและห้อเลือด แขนและนิ้วเป็นแผล หัวเข่าแตก โจทก์ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลการกระทำของจำเลยเป็นการประพฤติชั่ว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเดือดร้อนเกินสมควร เป็นการทำร้ายทรมานร่างกายและจิตใจโจทก์อย่างร้ายแรงและไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ โจทก์ไม่สามารถจะทนฝืนใจอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยอีกต่อไปได้ ระหว่างเป็นสามีภริยากันมีสินสมรสคือ

1. ที่ดินโฉนดเลขที่ 40928 เนื้อที่ 13 ตารางวา มีชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 262/51 ราคาประมาณ 1.5 ล้านบาท จำนองไว้แก่ธนาคารกรุงเทพจำกัด ในวงเงิน 700,000 บาท

2. ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5355 เนื้อที่ 2 ไร่ 3งาน 30 ตารางวา มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ราคาประมาณ 200,000 บาท

3. ที่ดินโฉนดเลขที่ 94549 เนื้อที่ 17 ตารางวา มีชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 81/42 หมู่ที่ 6 ราคาประมาณ 2,000,000 บาท จำนองไว้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขานนทบุรี วงเงิน 1,400,000 บาท

4. ห้องชุดของบริษัทสงวนพัฒนากิจก่อสร้าง จำกัด อาคาร เอ ชั้นที่ 2 ห้องเลขที่27, 28, 31 และ 32 บนโฉนดที่ดินเลขที่ 28439 ถึง 28442 ราคาห้องละ 300,000 บาทรวมเป็นเงิน 1,200,000 บาท มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำนองไว้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จำกัด และธนาคารทหารไทย จำกัด ในวงเงินห้องละ 275,000 บาท

5. รถยนต์หมายเลขทะเบียน 6ว-3065 กรุงเทพมหานคร ราคาประมาณ 500,000บาท มีชื่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกสิน จำกัด เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยเป็นผู้ใช้สิทธิครอบครองตามสัญญาเช่าซื้อ และผ่อนชำระค่าเช่าซื้องวดละ 13,995 บาท

6. เงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขานนทบุรี บัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 218103508 3 จำนวนเงิน 15,259.18 บาท และบัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 2182 22645 1จำนวนเงิน 238,335.41 บาท มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชี

7. เงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาบางโพ บัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 033 303613 4 จำนวนเงินประมาณ 50,000 บาท มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชี

สินสมรสดังกล่าวคิดเป็นเงินรวม 5,703,594.59 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับกึ่งหนึ่งเป็นเงินประมาณ 2,851,797.30 บาท กับแบ่งความรับผิดในหนี้สินกึ่งหนึ่งเช่นกัน ขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้แบ่งสินสมรสแก่โจทก์และจำเลยในอัตราส่วนเท่ากันคนละ 2,851,797.30 บาท กับแบ่งความรับผิดในหนี้สินต่าง ๆ ของสินสมรสในอัตราส่วนเท่ากัน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ตั้งแต่ปี 2531ต่อมาจึงได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2533 ระหว่างอยู่กินด้วยกันจำเลยประพฤติตัวเป็นสามีที่ดี ให้ความรักอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรของโจทก์ตลอดมาจำเลยไม่เคยทุบตีบุตรของโจทก์จนได้รับบาดเจ็บ เพียงแต่อบรมตักเตือนบุตรของโจทก์ที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม แต่บุตรของโจทก์กลับด่าและจะทำร้ายจำเลย จำเลยจึงใช้ไม้เรียวตีทำโทษไป 3 ที โดยไม่มีเจตนาทำร้าย การที่โจทก์พาบุตรไปพักอาศัยอยู่ที่อื่นเป็นความประสงค์ของโจทก์ไม่ใช่เพราะเกรงกลัวจำเลย สำหรับเรื่องที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์นั้นไม่เป็นความจริงจำเลยเพียงต้องการดูบัญชีรายได้แต่โจทก์ไม่ยินยอมได้ด่าว่าและจะเข้าทำร้ายจำเลย จำเลยจึงปัดป้องอันเป็นการป้องกันตัว โดยไม่มีเจตนาทำร้ายโจทก์ จำเลยไม่เคยทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินสมควรหรือประพฤติชั่ว จึงไม่มีเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายระหว่างอยู่กินด้วยกันตั้งแต่ก่อนจดทะเบียนสมรสตลอดมา โจทก์และจำเลยมีทรัพย์สินที่ร่วมกันทำมาหาได้หลายประการคือ

1. ที่ดินโฉนดเลขที่ 40928 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 262/51 รวมราคาทั้งสิ้นประมาณ 1,500,000 บาท

2. ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5355 ราคาประเมิน200,000 บาท

3. ที่ดินโฉนดเลขที่ 94549 เนื้อที่ 17 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างราคา1,780,000 บาท และจำเลยได้นำเงินสินส่วนตัวชำระเป็นค่าจองและเงินดาวน์เป็นเงิน530,000 บาท จึงเป็นราคาที่ดินสินสมรสเพียง 1,250,000 บาท

4. ห้องชุดเลขที่ 327/446, 327/447, 327/450 และ 327/451 ชั้น 2 อาคารเอตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 28412 ราคาห้องละ 275,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,100,000บาท จดทะเบียนจำนองสองห้องแรกแก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จำกัดและสองห้องหลังแก่ธนาคารทหารไทย จำกัด ในวงเงิน 360,000 บาท จำเลยเป็นผู้ออกเงินสินส่วนตัวชำระค่ามัดจำและเงินดาวน์เป็นเงิน 181,200 บาท คงเหลือสินสมรส จำนวนเพียง 918,800 บาท

5. รถยนต์หมายเลขทะเบียน 6ว-3065 กรุงเทพมหานคร ราคาประมาณ 500,000บาท จำเลยเป็นผู้เช่าซื้อโดยชำระค่าเช่าซื้องวดละ 13,995 บาท จึงเป็นสินสมรสเฉพาะส่วนที่ได้ผ่อนชำระค่างวดและเงินดาวน์เป็นเงินประมาณ 300,000 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่งจากราคารถทั้งคัน จำนวน 500,000 บาท

6. เงินรายได้จากร้านเสริมสวยสกินแคร์ สาขามาบุญครองที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกัน เป็นเงิน 1,000,000 บาท ซึ่งอยู่ที่โจทก์

7. ที่ดินโฉนดเลขที่ 40964 เนื้อที่ 15 ตารางวา มีชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์พร้อมสิ่งปลูกสร้าง คืออาคารเลขที่ 295/43 มีราคาประมาณ 1,500,000 บาท

8. เงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบางพลัด บัญชีเลขที่ 1840205346และ 1843025618 จำนวนเงิน 300,000 บาท และ 130,000 บาท ตามลำดับ มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของบัญชี

9. กิจการร้านเสริมสวยสกินแคร์ สาขามาบุญครอง ชั้นที่ 4 อาคารมาบุญครองเลขที่ 444 เช่าพื้นที่ดำเนินกิจการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2535 ถึงวันที่ 30 กันยายน2538 มีชื่อโจทก์เป็นผู้เช่าและประกอบการมีรายได้เดือนละประมาณ 300,000 บาทหากขายกิจการและสิทธิการเช่าจะได้ราคาไม่ต่ำกว่า 2,000,000 บาท

10. กิจการร้านเสริมสวยสกินแคร์ สาขาหลักสี่พลาซ่า ชั้นที่ 3 อาคารหลักสี่พลาซ่า เช่าพื้นที่ดำเนินกิจการตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2534 ถึงวันที่ 8 มีนาคม 2537เมื่อสิ้นสุดสัญญา ผู้ให้เช่ายินยอมต่อสัญญาเช่าอีก 3 ปี มีชื่อโจทก์เป็นผู้เช่าและจำเลยเป็นผู้ประกอบการ หากขายกิจการและสิทธิการเช่าจะได้ราคาไม่ต่ำกว่า 1,000,000 บาท

สำหรับเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาบางโพ บัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 033 3303613 4 และสาขานนทบุรี บัญชีกระแสรายวันเลขที่ 2181 508 3 เป็นสินส่วนตัวของจำเลยโจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่ง ส่วนเงินฝากธนาคารกสิกรไทย สาขานนทบุรีบัญชีประเภทออมทรัพย์เลขที่ 218 2 22655 1 เป็นเงินที่ได้ใช้จ่ายชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์และหนี้เงินกู้ที่โจทก์และจำเลยเป็นลูกหนี้ร่วมกัน และใช้จ่ายในกิจการร้านเสริมสวยสกินแคร์สาขาหลักสี่พลาซ่าหมดไปแล้วโจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่ง รวมสินสมรสทั้งสิ้นเป็นเงินประมาณ 10,098,800 บาท จำเลยจึงมีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวกึ่งหนึ่งขอให้ยกฟ้อง แต่หากศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน ขอให้แบ่งสินสมรสแก่โจทก์และจำเลยในอัตราเท่า ๆ กัน เป็นเงินคนละ 5,049,400 บาท กับแบ่งความรับผิดในหนี้สินเท่า ๆ กันด้วย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่มีสิทธิขอแบ่งทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันและสินสมรสตามคำให้การ เพราะจำเลยไม่ได้ใช้สิทธิฟ้องขอหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยาอย่างไรก็ตามทรัพย์สินที่จำเลยระบุในคำให้การและฟ้องแย้งมีจำนวนและมูลค่าไม่ถูกต้องกล่าวคือเงินสดและเงินฝากธนาคารรายการทรัพย์สินข้อ 6 และ ข้อ 8 เป็นเงินส่วนตัวของโจทก์ที่มีอยู่ก่อนสมรส ที่ดินโฉนดเลขที่ 40964 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามรายการทรัพย์สิน ข้อ 7 เป็นทรัพย์สินที่โจทก์ใช้เงินส่วนตัวซื้อมาก่อนสมรส และมีราคาไม่เกิน1,000,000 บาท กิจการร้านเสริมสวยสกินแคร์ทั้งสองสาขา ตามรายการทรัพย์สินข้อ 9และ ข้อ 10 เป็นกิจการส่วนตัวของโจทก์ที่ได้มาก่อนสมรส จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หากขายและโอนสิทธิการเช่าจะได้ราคาไม่เกินแห่งละ 500,000 บาท ทั้งกิจการดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นของโจทก์แล้ว ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 94549 ตามรายการทรัพย์สินข้อ 3 มีราคาประมาณ 2,000,000 บาท ไม่ใช่ 1,780,000 บาท ทั้งเงินจองและเงินดาวน์ก็เป็นของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว สำหรับห้องชุดตามรายการทรัพย์สินข้อ 4 เป็นห้องชุดเดียวกับที่โจทก์ระบุในฟ้อง มีราคาห้องละไม่ต่ำกว่า 300,000 บาท ทั้งเงินจองและเงินดาวน์ก็เป็นของโจทก์เช่นกัน ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างการพิจารณาคู่ความรับกันว่า เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 40928 และที่ดินตามหนังสือรับรองการใช้ประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5355 เป็นสินสมรส ส่วนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 6 ว.3065 กรุงเทพมหานคร มีมูลค่าสินสมรสตามค่างวดที่ชำระไปแล้ว 300,000 บาท สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 94549 มีราคา 2,000,000 บาท ห้องชุด4 ห้อง มีราคาแท้จริงรวม 1,100,000 บาท และอยู่ในโฉนดเลขที่ 28412 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 40964 มีราคา 1,500,000 บาท กิจการร้านเสริมสวยสกินแคร์สาขาหลักสี่พลาซ่ามีสิทธิการเช่าที่จะขายได้ 500,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยจำนวน 2,366,881.04 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ กับให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 40928 และ 40964 กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยครึ่งหนึ่งและให้จำเลยแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5355 จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 94549 กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างและห้องชุดของบริษัทสงวนพัฒนากิจก่อสร้าง จำกัด อาคารเอ ห้องเลขที่ 327/446, 327/447, 327/450 และ 327/451 ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง การแบ่งที่ดินและห้องชุดดังกล่าว ให้โจทก์และจำเลยตกลงแบ่งกันเองก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินและห้องชุดขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามส่วนค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยจำนวน 492,721.28บาท ให้โจทก์แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 40928 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นสินสมรส ที่ดินโฉนดเลขที่ 40964 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นสินส่วนตัวของโจทก์และจำเลยให้แก่จำเลยครึ่งหนึ่งให้จำเลยแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5355จังหวัดกาฬสินธุ์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 94549 กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างและห้องชุดรวม 4 ห้อง ซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง ให้แบ่งรถยนต์เป็นจำนวนเงินตามราคาที่ชำระแล้วครึ่งหนึ่งคือ 150,000 บาท แก่โจทก์ ให้แบ่งกิจการร้านเสริมสวยสกินแคร์ สาขามาบุญครอง ตามสัดส่วนที่ลงทุนให้โจทก์ 2 ส่วน จำเลย 1 ส่วน การแบ่งกิจการร้านเสริมสวยสกินแคร์ กับ การแบ่งที่ดินและห้องชุดให้โจทก์และจำเลยตกลงแบ่งกันเองก่อน หากตกลงกันไม่ได้ ให้ขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกัน คำขอให้แบ่งทรัพย์อื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 2พฤศจิกายน 2533 ตามใบสำคัญการสมรสเอกสารหมาย จ.3 ไม่มีบุตรด้วยกัน สำหรับปัญหาเรื่องเหตุฟ้องหย่าเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา คงมีปัญหาแต่เฉพาะเรื่องการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาโดยมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยมีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสอื่นนอกจากสินสมรสที่โจทก์ระบุในคำฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่า จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสอื่นนอกจากสินสมรสที่โจทก์ระบุในคำฟ้อง ต้องไปฟ้องขอแบ่งในฐานะเป็นกรรมสิทธิ์รวมในอีกคดีหนึ่งต่างหาก เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 กำหนดให้จัดการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาเมื่อมีการหย่าไม่ว่าจะเป็นการหย่าโดยความยินยอมทั้งสองฝ่าย หรือหย่าโดยคำพิพากษาของศาล โดยมีจุดมุ่งหมายให้มีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่คู่หย่าจะแยกจากกันไปตั้งครอบครัวของตนขึ้นใหม่ ฉะนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องหย่าจำเลยและขอแบ่งสินสมรส ระหว่างโจทก์และจำเลยด้วยแล้วจำเลยก็ย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรส ระหว่างโจทก์จำเลยเช่นเดียวกัน แม้สินสมรสที่จำเลยฟ้องแย้งจะเป็นสินสมรสอื่นนอกจากที่โจทก์ระบุในคำฟ้องก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้ปัญหาการแบ่งสินสมรสเป็นอันยุติไปพร้อมกับการสิ้นสุดแห่งการสมรสด้วยการหย่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยมีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสอื่นนอกจากสินสมรสที่โจทก์ระบุในคำฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปเรื่องการแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์จำเลย ทรัพย์สินระหว่างโจทก์จำเลยที่จัดแบ่งเป็นที่ยุติแล้ว (1) ที่ดินโฉนดเลขที่ 40928กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรส แบ่งคนละครึ่ง และ (2) ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5355 จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นสินสมรสแบ่งกันคนละครึ่ง คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเรื่องการแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์จำเลย ตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยเริ่มจากรายการแรก เงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขานนทบุรี บัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 2181 035083 และบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 2182 2 2645 1 ซึ่งเป็นสินสมรส มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของทั้งสองบัญชีโดยมีปัญหาว่า จำนวนเงินในบัญชีทั้งสองจะถือในวันที่โจทก์ฟ้องหย่าหรือวันสุดท้ายที่โจทก์จำเลยอยู่ร่วมกันคือวันที่ 8 มกราคม 2536 โดยโจทก์ฎีกาว่า จำนวนเงินสินสมรสที่เป็นฐานในการคิดคำนวณแบ่งปันกันต้องถือในวันที่ 8 มกราคม 2536 ที่โจทก์จำเลยอยู่ร่วมทำมาหากินด้วยกันคือจำนวนเงิน 15,259.18 บาท และจำนวนเงิน 238,335.41บาท ตามลำดับ หาใช่จำนวนตามที่มีอยู่ในวันที่โจทก์ฟ้องหย่าไม่นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จำเลยจะทะเลาะวิวาทกันจนไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้และแยกกันอยู่ต่างหากจากกันตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2536 ตลอดจนถึงวันฟ้องหย่าก็ตามแต่การสมรสระหว่างโจทก์จำเลยหาสิ้นสุดลงไม่สินสมรสระหว่างโจทก์จำเลยยังดำรงคงอยู่ตลอดเวลาและจำเลยก็มีอำนาจจัดการสินสมรสที่เป็นเงินตรานี้ได้โดยลำพังโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ หากจำเลยใช้จ่ายเงินตราสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียวก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องขอให้จำเลยชดใช้ โดยตั้งประเด็นให้ชดใช้สินสมรสที่ขาดหายไปนี้โดยเฉพาะเจาะจงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1534 ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำนวนเงินสินสมรสในบัญชีเงินฝากทั้งสองที่เป็นฐานในการคิดคำนวณแบ่งปันกันให้ถือวันฟ้องซึ่งมีเงินเพียง 1,990.11 บาท และ 1,735.41 บาท นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

รายการที่สอง รายได้จากร้านเสริมสวยสกินแคร์ สาขามาบุญครอง จำนวนเงิน1,000,000 บาท ซึ่งเป็นสินสมรส โจทก์ฎีกาว่าเงินจำนวน 1,000,000 บาท นี้เป็นสินสมรส แต่โจทก์ให้นายเกรียงศักดิ์ ประคองวงษ์ พี่โจทก์ยืมไปและยังไม่ได้รับคืนศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจจัดการสินสมรสที่เป็นเงินตรานี้ได้โดยลำพัง จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวในการที่จะต้องคืนเงินส่วนนี้แก่จำเลย จำเลยมิได้อุทธรณ์ปัญหาข้อนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จะนำเงินจำนวนนี้มาคิดคำนวณเป็นส่วนแบ่งสินสมรสที่โจทก์จะต้องแบ่งให้จำเลย 500,000 บาท ไม่ได้ เพราะโจทก์ยังไม่ได้รับเงินจำนวนนี้คืนมานั้น เห็นว่า ปัญหาเรื่องรายได้จากร้านเสริมสวยสกินแคร์ สาขามาบุญครอง จำนวนเงิน 1,000,000 บาท นี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวในการจะต้องคืนเงินส่วนนี้แก่จำเลย แต่จะต้องแบ่งคืนแก่จำเลยเมื่อได้รับชำระเงินยืมจำนวนนี้คืนจากผู้ยืมแล้ว จำเลยมิได้อุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้แต่อย่างใดปัญหาเรื่องเงินจำนวน 1,000,000 บาทนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์นำเอาเงิน 1,000,000 บาท ดังกล่าวมาคำนวณหักกลบลบหนี้ในการแบ่งสินสมรสให้แก่โจทก์จำเลยคนละกึ่งหนึ่ง โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์จึงไม่ชอบ กรณีมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสไม่ชอบ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการบังคับเอากับสินสมรสที่จัดแบ่งแล้วอย่างไร จึงไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจยกขึ้นมาวินิจฉัยเองได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 ประกอบมาตรา 142 ต้องถือว่ารายได้จากร้านเสริมสวย สกินแคร์ สาขามาบุญครอง จำนวนเงิน 1,000,000 บาท ในขณะนี้ยังไม่สามารถนำมาคิดคำนวณแบ่งสินสมรสเพราะยังไม่รับชำระคืนจากผู้ยืม ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

รายการที่สาม รถยนต์หมายเลขทะเบียน 6 ว-3065 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสินสมรส มีมูลค่าตามค่างวดที่ชำระไปแล้ว 300,000 บาท โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้แบ่งรถยนต์สินสมรสกันคนละครึ่ง แต่ในการคิดส่วนแบ่งสินสมรสที่เป็นเงินซึ่งศาลอุทธรณ์กำหนดให้ จำเลยต้องแบ่งให้โจทก์ 26,862.76 บาท ต้องคิดส่วนแบ่งรถยนต์สินสมรส 150,000 บาท มารวมด้วยนั้น เห็นว่า จำนวนเงิน 26,862.76 บาทศาลอุทธรณ์กำหนดแต่เฉพาะสินสมรสที่เป็นเงินตราที่จำเลยต้องแบ่งให้โจทก์เป็นเงินเท่าใดส่วนรถยนต์เป็นทรัพย์สินอื่นเช่นเดียวกับห้องชุดและที่ดินที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้แบ่งกันคนละครึ่งอยู่แล้ว จึงไม่ต้องนำมาคิดเพิ่มเป็นเงินที่จำเลยจะต้องให้โจทก์เพื่อหักกลบลบกันแต่อย่างใด โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะได้ส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งในรถยนต์ สินสมรส นี้อยู่แล้ว เมื่อมีการแบ่งสินสมรสอื่นที่มิใช่เงินตรา ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

รายการที่สี่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 40964 กรุงเทพมหานคร พร้อมบ้านเลขที่ 295/43โจทก์ฎีกาว่าที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าว เป็นสินส่วนตัวของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว มิใช่สินส่วนตัวของโจทก์และจำเลยคนละครึ่ง โดยฝ่ายโจทก์มีตัวโจทก์ นายศักดา ประคองวงศ์และนายเกรียงศักดิ์ ประคองวงศ์ ซึ่งเป็นพี่ชายของโจทก์ เบิกความเป็นพยานว่า นายศักดาซื้อที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวแทนโจทก์และต่อมาภายหลังนายศักดาได้โอนให้นายเกรียงศักดิ์เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2532 นายเกรียงศักดิ์ได้โอนที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวให้แก่โจทก์แต่ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายหลอก ๆ ไว้ ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.21 ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความเป็นพยานว่า จำเลยร่วมกับโจทก์ซื้อที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวจากนายเกรียงศักดิ์ โดยจำเลยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัดเอกสารหมาย ล.61 ซึ่งเป็นบัญชีส่วนตัวของจำเลยนำไปซื้อแคชเชียร์เช็คจำนวนเงิน100,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.42 นำไปชำระค่าที่ดิน เห็นว่า นายศักดาและนายเกรียงศักดิ์เป็นพี่ชายของโจทก์ย่อมมีแนวโน้มที่จะเบิกความเข้าข้างโจทก์ ทั้งพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความไม่สอดคล้องกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งนายเกรียงศักดิ์ถึงกับเบิกความว่ายกที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยเสน่หาแต่ทำสัญญาซื้อขายหลอก ๆ กันไว้ด้วยโดยไม่มีเหตุผลว่า เพราะเหตุใดถึงยกให้โดยเสน่หา พยานโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักน้อยส่วนจำเลยมีทั้งพยานเอกสารแคชเชียร์เช็คที่ระบุชื่อว่าจ่ายให้นายเกรียงศักดิ์ผู้ขายที่ดินและบ้าน พยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยจึงมีน้ำหนักมากกว่าฝ่ายโจทก์ น่าเชื่อว่าโจทก์จำเลยร่วมกันออกเงินซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 40965 และบ้านเลขที่ 295/43 เมื่อวันที่ 21กันยายน 2532 อันเป็นเวลาก่อนที่โจทก์และจำเลยจะจดทะเบียนสมรสกัน ที่ดินและบ้านดังกล่าวจึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์และจำเลยคนละครึ่ง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ส่วนแบ่งของจำเลยในที่ดินและบ้านดังกล่าวต้องคิดเพิ่มให้จำเลยอีก 100,000 บาท ในเงินสินส่วนตัวที่จำเลยนำไปซื้อที่ดินและบ้านด้วยกัน เห็นว่า เงินจำนวน 100,000 บาท ของจำเลยเมื่อนำมารวมกับเงินของโจทก์ไปซื้อที่ดินและบ้านแล้วย่อมเปลี่ยนเป็นที่ดินและบ้านที่ซื้อมา จึงไม่มีเงินที่ต้องคืนให้จำเลยหรือโจทก์อีก ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

รายการที่ห้า กิจการร้านเสริมสวยสกินแคร์ สาขามาบุญครอง โจทก์ฎีกาว่า กิจการร้านเสริมสวยดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของโจทก์เพียงผู้เดียว ส่วนจำเลยฎีกาว่า กิจการดังกล่าวโจทก์รับโอนมาเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2535 หลังจากโจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันแล้วจึงเป็นสินสมรส ระหว่างโจทก์จำเลย ในปัญหาข้อนี้ฝ่ายโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า กิจการร้านเสริมสวยสกินแคร์ สาขามาบุญครอง เดิมเป็นของนายทวีศักดิ์ประคองวงษ์ น้องชายโจทก์ซึ่งเปิดกิจการมาตั้งแต่ปี 2531 ต่อมา เมื่อต้นปี 2532 โจทก์ซื้อกิจการดังกล่าวมาในราคา 200,000 บาท แล้วดำเนินกิจการต่อไปจนถึงต้นปี 2536 จึงขายกิจการให้แก่นางสดศรี ประคองวงษ์ พี่สะใภ้โจทก์ไป ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยมาเบิกความเป็นพยานว่าโจทก์จำเลยมาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่เดือนกันยายน2530 ต่อมาวันที่ 31 ตุลาคม 2530 จำเลยเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศเดนมาร์กระหว่างนั้นโจทก์เขียนจดหมายปรึกษาจำเลยเรื่องจะเปิดกิจการร้านเสริมสวย ในเดือนมีนาคม 2531 จำเลยเดินทางกลับประเทศไทยมาช่วยโจทก์ซื้อของวางระเบียบทำบัญชีและจัดทำเอกสารจนกระทั่งสามารถเปิดร้านเสริมสวยสกินแคร์ สาขามาบุญครองได้เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2531 จำเลยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัดเอกสารหมาย ล.51 ซึ่งเป็นบัญชีส่วนตัวมอบให้โจทก์เป็นค่าซ่อมแซมร้านจำนวน 100,000บาท หลังจากเปิดร้านแล้วจำเลยจึงเดินทางไปต่างประเทศ เห็นว่าโจทก์และจำเลยได้ร่วมกันดำเนินกิจการร้านเสริมสวยสกินแคร์ สาขามาบุญครอง ตั้งแต่ก่อนจดทะเบียนสมรสกันในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2533 กิจการร้านเสริมสวยดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยมีอยู่แล้วก่อนสมรส จึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์และจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471(1) โจทก์ลงทุนในกิจการดังกล่าว200,000 บาท ส่วนจำเลยลงทุน 100,000 บาท กิจการร้านเสริมสวยสกินแคร์ สาขามาบุญครองจึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์และจำเลยตามสัดส่วนของเงินลงทุน คือ 2 ต่อ 1ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของทั้งโจทก์และจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

รายการที่เจ็ด ที่ดินโฉนดเลขที่ 94549 กรุงเทพมหานคร และห้องชุดของบริษัทสงวนพัฒนกิจก่อสร้าง จำกัด อาคาร เอ ห้อง เลขที่ 327/446, 327/447, 327/450 และ327/451 จำเลยฎีกาว่า ที่ดินและห้องชุดทั้งสี่ห้องนี้ มิใช่สินสมรสเต็มจำนวนที่จะแบ่งให้โจทก์จำเลยกันคนละครึ่ง แต่จะต้องหักเงินดาวน์ของที่ดิน 265,000 บาท และเงินดาวน์ห้องชุดทั้งสี่ห้อง 181,200 บาท รวมเป็นเงิน 446,200 บาท ที่จำเลยใช้เงินส่วนตัวของจำเลยชำระไปแล้วออกเสียก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำมาแบ่งให้โจทก์จำเลยกันคนละครึ่งเห็นว่า ที่ดินและห้องชุดทั้งสี่ห้องนี้จำเลยได้รับโอนมาเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2534 อันเป็นเวลาภายหลังจากโจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันแล้ว ส่วนเงินดาวน์ของที่ดินและของห้องชุดทั้งสี่ที่จำเลยนำไปชำระนั้นได้ความจากจำเลยว่า จำเลยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาบางโพ เอกสารหมาย ล.53 ซึ่งเป็นเงินสินส่วนตัวของจำเลย แต่จำเลยก็ยอมรับว่าเงินในบัญชีดังกล่าวมีเงินรายได้จากกิจการร้านเสริมสวยสกินแคร์ รวมอยู่ด้วย ซึ่งเงินรายได้ดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์จำเลยและไม่อาจแยกได้ว่าส่วนไหนเป็นเงินสินส่วนตัวของจำเลย ส่วนไหนเป็นเงินสินสมรสได้ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่อาจฟังได้ว่ามีเงินสินส่วนตัวของจำเลยเข้ามาปะปนอยู่กับเงินดาวน์ของที่ดินและของห้องชุดทั้งสี่เป็นจำนวนเท่าใด กรณีจึงต้องถือตามข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคท้ายว่า เงินดาวน์ดังกล่าวเป็นสินสมรสด้วย ที่ดินและห้องชุดทั้งสี่ห้องนี้จึงเป็นสินสมรสเต็มจำนวนที่จะต้องแบ่งให้โจทก์จำเลยคนละครึ่ง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

รายการที่แปด เงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาบางโพ บัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 033 3 036134 จำนวน 50,000 บาท จำเลยฎีกาว่าเงินฝากดังกล่าวเป็นเงินที่จำเลยได้มาจากการขายที่ดินส่วนตัวของจำเลย จึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลย มิใช่สินสมรสนั้น เห็นว่า ได้วินิจฉัยในรายการที่เจ็ดแล้วว่า เงินฝากในบัญชีธนาคารกสิกรไทยจำกัด สาขาบางโพ เอกสารหมาย ล.53 มีเงินรายได้จากกิจการร้านเสริมสวยสกินแคร์รวมอยู่ด้วยโดยระคนปนกันจนไม่อาจจำแนกได้ว่าแต่ละส่วนเป็นเงินเท่าใด จึงต้องถือตามข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเงินในบัญชีนี้เป็นสินสมรส ฉะนั้น เมื่อจำเลยถอนเงินในบัญชีดังกล่าวมาเปิดบัญชีเงินฝากประจำเอกสารหมาย ล.62 เงินฝากในบัญชีใหม่นี้จึงเป็นสินสมรสที่จะต้องแบ่งให้โจทก์จำเลยคนละครึ่งเช่นเดียวกันด้วย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหานี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

รายการที่เก้า เงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบางพลัด บัญชีเลขที่ 1840205346 และ 184 3025618 จำนวนเงินประมาณ 300,000 บาท และ 130,000บาท ตามลำดับ มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของบัญชีทั้งสองฉบับ จำเลยฎีกาว่าเงินฝากทั้งสองบัญชีดังกล่าวเป็นเงินรายได้ที่โจทก์ได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสที่ต้องนำมาแบ่งให้จำเลยครึ่งหนึ่งโดยต้องถือว่ามีเงินอยู่ในบัญชีทั้งสองรวมกันเป็นเงิน 511,562.61บาท ตามที่จำเลยฟ้องแย้งและโจทก์ไม่ได้ให้การแก้ฟ้องแย้งเกี่ยวกับจำนวนเงินที่มีอยู่นั้น เห็นว่า ในปัญหาเรื่องเงินในบัญชีทั้งสองบัญชีมีอยู่เท่าใดนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเงินฝากในบัญชีเงินฝากทั้งสองฉบับนี้คงมีเงินเหลืออยู่เพียงบัญชีเดียวคือบัญชีเลขที่184 3025618 จำนวนเงิน 211,562.61 บาท อันเป็นเงินสินสมรสที่ต้องนำมาแบ่งกันคนละครึ่ง โจทก์อุทธรณ์ว่า เงินในบัญชีดังกล่าวมีการถอนออกไปบางส่วนหลังวันฟ้องเพื่อผ่อนชำระค่าซื้อบ้าน ที่ดิน รถยนต์และคอนโดมิเนียมคงเหลือเงินในบัญชี ณ วันที่2 กรกฎาคม 2536 เพียง 39,169.08 บาท เท่านั้น จำเลยมิได้โต้แย้งว่า เงินที่ถูกถอนออกไปนำไปใช้อย่างไม่ถูกต้องอย่างใด เมื่อเงินฝากในบัญชีดังกล่าวเป็นสินสมรสและการสมรสระหว่างโจทก์จำเลยยังไม่สิ้นสุดลง โจทก์จึงยังคงมีสิทธิจัดการสินสมรสในส่วนที่เป็นเงินตราได้โดยลำพังโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลย โดยการถอนเงินจากธนาคารแม้หลังจากฟ้องคดีนี้แล้วได้ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องถือตามจำนวนเงินที่มีอยู่จริงตามที่โจทก์แถลงและจำเลยยอมรับโดยไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน จะย้อนหลังไปถือเอาจำนวนเงินที่เคยมีอยู่จริงมิได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเงินฝากธนาคารทั้งสองบัญชีดังกล่าวเหลืออยู่เพียง 39,169.08 บาท อันเป็นจำนวนที่ต้องนำมาแบ่งกันระหว่างโจทก์จำเลยคนละครึ่งนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

สรุปได้ว่าทรัพย์สินระหว่างโจทก์จำเลยในส่วนที่เป็นเงินตรานั้น โจทก์ต้องจ่ายให้จำเลย 19,584.54 บาท ส่วนจำเลยต้องจ่ายให้โจทก์ 26,862.76 บาท เมื่อหักกลบลบกันแล้วเฉพาะส่วนที่เป็นเงินตรา จำเลยต้องจ่ายเงินให้โจทก์ 7,278.22 บาท ส่วนทรัพย์สินอื่นให้จัดแบ่งกันตามที่วินิจฉัยมาแล้ว สำหรับทรัพย์สินที่ติดจำนอง หากมีการบังคับจำนองมูลค่าทรัพย์สินน้อยกว่าหนี้จำนองแล้ว โจทก์และจำเลยต้องร่วมกันรับผิดในหนี้ที่เหลือฝ่ายละเท่า ๆ กัน

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์นำเงินสินสมรสจำนวน 1,000,000 บาทให้นายเกรียงศักดิ์ ประคองวงษ์ ซึ่งเป็นพี่ชายโจทก์ยืมไปโดยจำเลยไม่ได้คัดค้าน จึงเป็นการจัดการทรัพย์สินร่วมกันที่โจทก์มีอำนาจจะทำไว้ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวในการที่จะต้องคืนเงินส่วนนี้แก่จำเลย แต่จะต้องคืนเงินแก่จำเลยเมื่อได้รับชำระเงินยืมคืนจากผู้ยืมแล้วโดยยังไม่ได้พิพากษาให้ชัดแจ้ง อาจทำให้เกิดปัญหาในการบังคับคดี จึงเห็นสมควรพิพากษาแก้ไขให้ชัดเจน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 7,278.22 บาท สำหรับเงินที่ให้ผู้อื่นกู้ไปจำนวน 1,000,000 บาท หากโจทก์ได้รับชำระเงินยืมคืน

 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

 เมื่อหย่ากันแล้วให้จัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยา


แต่ในระหว่างสามีภริยา
(ก) ถ้าเป็นการหย่ากันโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ให้จัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาตามที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนการหย่า
(ข) ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล คำพิพากษาส่วนที่บังคับ ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า


 สินสมรสที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายไปเพื่อประ โยชน์ตนฝ่ายเดียวก็ดี จำหน่ายไปโดยเจตนาทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเสียหาย ก็ดี จำหน่ายไปโดยมิได้รับความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีที่ กฎหมายบังคับว่าการจำหน่ายนั้นจะต้องได้รับความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่ง ด้วยก็ดี จงใจทำลายให้สูญหายไปก็ดี ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่ เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตาม มาตรา 1533 และถ้าคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้รับส่วน แบ่งสินสมรสไม่ครบตามจำนวนที่ควรจะได้ ให้คู่สมรสฝ่ายที่ได้จำหน่าย หรือจงใจทำลายสินสมรสนั้นชดใช้จากสินสมรสส่วนของตนหรือสินส่วนตัว

 
มาตรา 1471 สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน
(1) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส
(2) ที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับ กายตามควรแก่ฐานะ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
(3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดก หรือโดย การให้โดยเสน่หา
(4) ที่เป็นของหมั้น

มาตรา 1474 สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน
(1) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส
(2) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดย การให้เป็นหนังสือเมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส
(3) ที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว


ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส

ภริยาฟ้องหย่าเพราะเหตุสามีหาเรื่องทะเลาะวิวาท,ด่าว่าข่มขู่บุตรของภริยาให้หวาดระแวงว่าจะได้รับอันตราย,สามีไม่ประกอบอาชีพ,ไม่อุปการะเลี้ยงดู

การแบ่งสินสมรสให้ถือวันฟ้องเป็นวันที่สินสมรสยังคงมีอยู่

การแบ่งสินสมรสและสินส่วนตัว

 อ่านเรื่อง..การแบ่งทรัพย์สิน...เมื่อได้จดทะเบียนสมรสกันแล้วทรัพย์สินที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้มา ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ หรือที่ทั้งสองฝ่ายทำมาหาได้หลังได้จดทะเบียนสมรสกัน ย่อมตกเป็นสินสมรสทั้งสิ้น รวมทั้งการที่คู่สมรสฝ่ายใดได้เช่าซื้อ หรือซื้อผ่อนทรัพย์สินมาก่อนที่จะเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว หลังจากจดทะเบียนสมรสกันแล้วจึงผ่อนชำระราคาส่วนมากที่ยังเหลืออยู่จนครบถ้วนและได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น ทรัพย์สินที่ได้มาดังกล่าวนี้ย่อมย่อมเป็นสินสมรสด้วย (อ่านต่อ...)

 การจดทะเบียนแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส

          การจดทะเบียนแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส คือ การที่สามีและภริยา  หย่าขาดจากกัน และได้ตกลงแบ่งหรือโอนทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสให้แก่กัน   ซึ่งจะเป็นการตกลงแบ่งสินสมรส   แต่ละสิ่งให้แต่ละฝ่ายเท่า ๆ  กัน  ทุก ๆ  สิ่ง  ทุก ๆ  อย่าง  ก็ทำได้  หรืออาจตกลงแบ่งสินสมรส  สิ่งหนึ่งสิ่งใดให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งทั้งหมด  หรือเกินกว่าครึ่งหนึ่งแห่งราคาของสินสมรสนั้นก็ทำได้

_____________

 การแบ่งสินสมรส
เมื่อศาลอนุญาตให้มีการหย่า สินสมรสจะถูกแบ่งครึ่งระหว่างสามีภรรยา อย่างไรก็ตาม แต่ละฝ่ายจะได้รับทรัพย์สิน ส่วนตัวกลับคืน ซึ่งประกอบด้วย ทรัพย์สินที่แต่ละฝ่ายมีมาก่อนแต่งงาน  ทรัพย์สินที่เป็นของใช้ส่วนตัว และเครื่องมือประกอบอาชีพของแต่ละฝ่าย ทรัพย์สินที่ได้รับเป็นมรดกหรือที่มีผู้ยกให้ ของหมั้นของฝ่ายหญิง อย่างไรก็ตาม สินสมรสอาจแบ่งแตกต่างจากวิธีข้างต้น หากมีการทำ สัญญาก่อนสมรสกันไว้ สัญญานี้จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ นอกจากได้รับอนุญาต จากศาล ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานาน

_____________

 ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฮือฮา..ภรรยาฟ้องหย่าผัวเพราะนกเขาไม่ขัน, ภรรยาฟ้องสามี10ล้านดอลลาร์ เหตุนกเขาไม่ขัน
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หญิงชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รายหนึ่ง สร้างความฮือฮา ฟ้องศาลเมืองดูไบ เรียกค่าเสียหายจากสามีเป็นจำนวนเงิน 10.99 ล้านดอลลาร์ ฐานไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์และทำให้เธอสุขสมทางเพศได้ จนทำให้เธอเกิดความเครียดทางจิตใจ โดยเธอระบุว่า สามีรายนี้ไม่ยอมนอนกับเธอเป็นเวลา 4 เดือน นับตั้งแต่แต่งงานเมื่อปี 2008 ก่อนที่เธอจะพบว่าเขามีอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โดยอวัยวะเพศไม่แข็งตัว นอกจากนี้ เธอยังกล่าวว่า ที่ผ่านมาเธอได้แต่เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ เพราะค่านิยมของสังคมมุสลิม และพยายามจะสวดมนต์ต่อพระอัลเลาะห์เพื่อหวังว่า ปัญหาของเธอจะดีขึ้น และว่า เธอยังต้องเสียประโยชน์ขาดรายได้ เพราะต้องลาออกจากงาน และสามียังนำเครื่องเพชรของเธอไปด้วย

_____________

 การแบ่งสินสมรสและการชำระหนี้

การแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ให้แบ่งกันตามจำนวนที่มีอยู่ในวันฟ้องหย่า ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาหลังวันฟ้องหย่าย่อมตกเป็นของฝ่ายนั้น ไม่เป็นสินสมรสอีกต่อไป การแบ่งสินสมรสนั้นให้ชายและหญิงได้ส่วนแบ่งในสินสมรสเท่ากัน หากชายและหญิงนั้นมีหนี้ร่วมกันในระหว่างเป็นสามีภริยา  ความรับผิดในหนี้ร่วมต้องแบ่งตามส่วนเท่ากัน โดยมิต้องคำนึงถึงกองสินส่วนตัว หรือส่วนแบ่งสินสมรสที่ชายหญิงนั้นได้รับไป
          หากคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายสินสมรสในลักษณะที่ทำให้อีกฝ่ายเสียประโยชน์หรือโดยไม่ได้รับความยินยอม คู่สมรสฝ่ายที่จำหน่ายจะต้องชดใช้ให้แก่กองสินสมรสเท่ากับจำนวนที่จำหน่ายไป ทำให้จำนวนสินสมรสที่จะนำมาแบ่งคงมีจำนวนเท่าเดิมก่อนการจำหน่าย การชดใช้ดังกล่าวจะชดใช้จากสินสมรสส่วนของตน หรือจากสินส่วนตัวก็ได้

 _____________

 จดทะเบียนหย่าแล้วแต่ยังไม่ได้แบ่งสินสมรส

การมีอยู่ของสินสมรสที่จะนำมาแบ่งให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากันเมื่อคู่สมรสหย่ากันนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 กำหนดไว้ว่า เมื่อหย่ากันแล้วให้จัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยา ดังนี้
   
(ก) ถ้าเป็นการหย่ากันโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ให้จัดการแบ่งทรัพย์สิน ของสามีภริยาตามที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนการหย่า
   
(ข) ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล คำพิพากษาส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้นมีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า
   
ในกรณีที่เป็นสินสมรส แม้ได้หย่ากันไปแล้ว แต่ยังไม่ได้แบ่งสินสมรสในขณะจดทะเบียนหย่าก็ยังนำมาแบ่งกันได้อีก ตัวอย่างคดีที่มีการฟ้องร้องและผลของคำพิพากษา เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 1254/2538 ตัดสินว่า การที่โจทก์ฟ้องขอหย่าขาดกับจำเลย และจำเลยสมัครใจหย่าขาดกับโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดกันได้เป็นยุติแล้วนั้น เมื่อโจทก์ได้ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งสินสมรส โดยสินสมรสบางรายการจำเลยจำหน่ายไปแล้วและบางรายการยังมีอยู่
   
เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยนำหรือจะนำไปใช้ในกิจการที่จำเลยกับโจทก์กระทำร่วมกันหรือนำไปชำระหนี้ที่โจทก์กับจำเลยร่วมกันก่อให้เกิดขึ้นแก่ผู้ใด ทั้งจำเลยจำหน่ายสินสมรสไปในระหว่างที่โจทก์มิได้อาศัยอยู่กับจำเลย เช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าจำเลยจำหน่ายสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวและมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ ย่อมถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1534 โจทก์มีสิทธิขอแบ่งสินสมรสส่วนนี้ได้ครึ่งหนึ่ง

_______________

หย่ากันให้แบ่งสินสมรส-ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าแบ่งสินสมรสไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2535

กฎหมายกำหนดให้สามีภริยาแบ่งสินสมรสกันเมื่อมีการหย่าเท่านั้น ในขณะที่เป็นสามีภริยากันอีกฝ่ายหนึ่งได้จำหน่ายสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียวก็ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรส ดังนั้นแสดงว่ากฎหมายมิได้มุ่งประสงค์ให้แบ่งสินสมรสกันได้หากคู่สมรสยังเป็นสามีภริยากันอยู่ การที่สามีนำรถยนต์ไปขายแล้วไม่นำเงินที่ได้จากการขายรถยนต์มาแบ่งกัน ภริยาจะฟ้องขอให้แบ่งเงินนั้นยังไม่ได้จนกว่าการสมรสจะสิ้นสุดลงเสียก่อน

แม้จะแยกกันอยู่ แต่ไม่ได้จดทะเบียนหย่า สามีภริยาก็ยังเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ ดังนั้นหากคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำสินสมรสไปขาย โดยไม่ได้รับความยินอมของอีกฝ่ายหนึ่ง (หากกฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอมก่อน) หรือได้ขายไปทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเสียหาย  กฎหมายให้ถือว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่ และหากคู่สมรสจดทะเบียนหย่าก็ต้องนำมาจัดการแบ่งกันโดยให้ฝ่ายที่ขายสินสมรส ไปชดใช้จากสินสมรสส่วนของตน

 ____________

 ทนายความคดีครอบครัว ทนายความฟ้องหย่า

สำนักงานทนายความ โดย  ทนายความ ลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ รับฟ้องคดีครอบครัว เช่น

ฟ้องหย่าโดยความยินยอม  

ฟ้องหย่าตามบันทึกข้อตกลง

ฟ้องหย่าให้โจทก์แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง

ฟ้องหย่าให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร

ฟ้องหย่าเรียกค่าเลี้ยงชีพ

ฟ้องหย่าเรียกคืนของหมั้น

ฟ้องหย่าแบ่งสินสมรส

ฟ้องหย่าอ้างเหตุอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่น

ฟ้องหย่าอ้างเหตุเป็นชู้หรือมีชู้

ฟ้องหย่าอ้างเหตุร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ

 *ปรึกษากฎหมาย ฟ้องหย่าปรึกษาทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  โทร. 085 9604258  *  สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ

  รายชื่อสำนักงานทนายความ,และ ทนายความ

สำนักงานกฎหมายและบัญชี อินเตอร์ คอนซัลแตนท์
หมวดหมู่ : ทนายความ
บริการ-ทางด้านกฎหมาย ให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย รับว่าความทั่วราชอาณาจักร  กฎหมาย บัญชี ทนายความ, จดทะเบียนบริษัท,
ที่อยู่ - 399/48 ซอยทองหล่อ 21 สุขุมวิท 55 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม 10110

บริษัท กฎหมายเมืองทอง จำกัด
หมวดหมู่ : ทนายความ
บริการ-รับว่าความทั่วราชอาณาจักร,รับจัดตั้งบริษัท,รับทำบัญชีและยื่นภาษี,งานรับเหมาก่อสร้างและการให้บริการรักษาความปลอดภัย(รปภ.)
ที่อยู่ -อาคารซี 3 อิมแพคเมืองทองธานี ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด นนทบุรี 11120

บริษัท ศักยภาพกฎหมายและธุรกิจ จำกัด
หมวดหมู่ : ทนายความ
บริการทวงถามจัดเก็บหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเช่าซื้อ - ฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา คดีล้มละลาย ฯลฯ
ที่อยู่ - 267/4-5 ซอยลาดพร้าว 101 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กทม 10310

สำนักงานกฎหมาย อัมรา สามนกฤษณะ ทนายความ
หมวดหมู่ : ทนายความ
ที่อยู่ -  135/27 หมู่ 12 หมู่บ้านลิขิต 7 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี สมุทรปราการ 10540
บริการ - ปรึกษาคดี ประกันตัวผู้ต้องหา ทำบัญชี จดทะเบียนบริษัท รับว่าความทั่วราชอาณาจักร

บริษัท ติลลิกีแอนด์กิบบินส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
หมวดหมู่ : ทนายความ
ที่อยู่ - สนง ศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ ถนนพระราม 3 แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กทม 10120
บริการ - ที่ปรึกษากฎหมาย (Legal Advice)


ห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักงานสหนนท์กฎหมายและธุรกิจ
หมวดหมู่ : ทนายความ
ที่อยู่ - 155/131-3 ซอยรัตนาธิเบศร์ 18 ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี นนทบุรี 11000
บริการ - รับว่าความทั่วราชอาณาจักร เร่งรัดติดตามหนี้สิน เช็คเด้ง, เงินกู้, ตั้งผู้จัดการมรดก, บังคับคดี, อุทธรณ์, ฏีกา ด้านกฎหมาย

ดนัยและเพื่อน สนง ทนายความ
หมวดหมู่ : ทนายความ
ที่อยู่ - 15 สมเด็จเจ้าพระยา 4 แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กทม 10600
บริการ - ดนัย และเพื่อน สำนักงาน ทนายความ ให้บริการทางด้านกฎหมาย ทนายความ งานด้านบัญชีครบวงจร จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด

 




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

การหย่าโดยความยินยอม, บันทึกเป็นหนังสือประสงค์หย่าขาด
การฟ้องและเรียกค่าทดแทนคดีครอบครัว แสดงตนโดยเปิดเผยทำนองชู้สาว
เรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงอื่น(เมียน้อย), ยกย่องผู้อื่นฉันภริยา
เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ สิทธิเรียกร้องกำหนดอายุความ 5 ปี
ฟ้องหย่าได้ที่ศาลใด article
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี เหตุฟ้องหย่า
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลัง
การแบ่งสินสมรสและกรรมสิทธิ์รวม
จงใจละทิ้งร้างไปเกินหนึ่งปี
การฟ้องหย่าและหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สัญญาระหว่างสมรสให้ทรัพย์สินของสามีตกเป็นของภริยาห้ามบอกล้าง
ฟ้องหย่าอ้างเหตุสมัครใจแยกกันอยู่, สามีเป็นฝ่ายแยกไปเองโดยยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา
สามีพิการไม่สามารถทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้-ไม่อาจอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าได้
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีฟ้องหย่าได้
การจดทะเบียนหย่าด้วยการแสดงเจตนาลวง
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
แยกกันอยู่หรือจงใจละทิ้งร้าง? -สามีภริยาอยู่บ้านเดียวกันแต่ก็มีลักษณะแบบต่างคนต่างอยู่
ทำร้ายร่างกายถ้าเป็นการร้ายแรงฟ้องหย่าได้, ศาลปรับหนึ่งพันไม่เป็นการร้ายแรง
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้
สามีหรือภริยาประพฤติชั่วอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้างเรียกสินสอดทองหมั้นคืน
แยกกันอยู่เพราะสามียกย่องหญิงอื่น, เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง
แยกกันอยู่เพราะสามีรับราชการที่อื่น, ไม่ถือว่าเป็นการแยกกันอยู่โดยความสมัครใจ
ขอเพิกถอนทะเบียนสมรสซ้อน สมรสซ้อนโดยไม่สุจริต
รู้ว่าสามีไปมีหญิงอื่นเกินหนึ่งปีก็ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้,อายุความ
พฤติการณ์อย่างไรเรียกว่ายกย่องเมียน้อยฉันภริยา
สามีฟ้องหย่า,จงใจละทิ้งร้าง,เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่ออีกฝ่ายให้อภัยแล้ว
รู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่าจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่านั้นไม่ได้
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรส
ฟ้องซ้ำ ค่าอุปการะเลี้ยงดู หนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนด
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามี ไม่ฟ้องหย่า
หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามสามีหรือบุพการี
ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร
แยกกันอยู่เกินสามปีต้องเพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันได้
สมัครใจแยกกันอยู่, จงใจละทิ้งร้าง, เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ, อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา
กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง
ไม่อาจร่วมประเวณีได้ ต้องการฟ้องหย่า
สิทธิที่จะติดต่อกับบุตรของตนได้ตามสมควรแล้วแต่พฤติการณ์
สมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้
ฟ้องหย่า หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรง
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
จงใจละทิ้งร้างภริยาไปเกินหนึ่งปีฟ้องหย่าได้, สามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา
ฟ้องหย่าคดีอยู่ระหว่างฎีกาฟ้องคดีใหม่เป็นฟ้องซ้อน
ทะเลาะกันและทำร้ายร่างกายยังไม่เป็นเหตุฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่าระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี
การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตาย
พี่น้องของผู้ตายขอเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อนไม่ได้
ความสมบูรณ์ของการสมรส, ฟ้องให้การสมรสเป็นโมฆะ
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิที่จะเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญ
ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก-ได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้
เหตุแห่งการฟ้องหย่าทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงขอให้อีกฝ่ายหนึ่งจ่ายค่าเลี้ยงชีพได้
สิทธิที่จะเรียกค่าทดแทนชู้สาวนั้นต้องแสดงตนมีความสัมพันธ์โดยเปิดเผยเท่านั้น
การสมรส, การหมั้น, ผิดสัญญาหมั้น, เรียกคืนสินสอดของหมั้น
อำนาจปกครองบุตร
การบอกล้างสัญญาระหว่างสมรส แบ่งสินสมรส
จดทะเบียนรับรองบุตร บิดานอกสมรส-ขอรับเด็กเป็นบุตร
อายุความฟ้องร้องคดี
บิดา มารดา กับ บุตร