ReadyPlanet.com
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletทนายความฟ้องหย่า
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletฟ้องหย่า
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletกรมบังคับคดี
dot
ลิงค์ต่าง ๆ
dot
bulletสืบค้นกฎหมาย
bulletสืบค้นคำพิพากษา
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสำนักทนายความ
dot
Newsletter

dot
bulletวิชาชีพทนายความ


 



การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า

สำนักงานทนายความ

-ปรึกษากฎหมาย ทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ โทร.085-9604258

-ติดต่อทางอีเมล  : leenont0859604258@yahoo.co.th

-ไอดีไลน์  ID line  :      leenont

การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?

หนังสือหย่าโดยความยินยอม

รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่มีข้อความว่าทั้งสองฝ่ายแจ้งว่ามี ความสมัครใจจะหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันโดยจะพากันไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตต่อไปซึ่งตามเอกสารรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีมีพยานลงลายมือชื่อ เพียง 1 คน ไม่สมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1514 วรรคสอง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยให้หย่าขาดจากโจทก์ตาม หนังสือ ดังกล่าวได้ ศาลฎีกายกฟ้อง(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 592/2538)

การหย่าเป็นการสิ้นสุดแห่งการสมรส  เมื่อคู่สมรสหมดรักหมดเยื่อใยต่อกันก็คงไม่มีประโยชน์ที่จะทนอยู่ร่วมกันอีกต่อไป การหย่ากฎหมายไทยให้ทำได้ใน 2 กรณีคือ การหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย และการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล สำหรับการหย่าโดยความยินยอมของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายนั้นกฎหมายถือเอาว่าการสมรสเป็นสัญญาทางแพ่งอย่างหนึ่ง การเลิกสัญญาย่อมสามารถทำต่อกันได้โดยความยินยอมพร้อมใจกัน การหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายนี้บางประเทศไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำได้ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ซึ่งถือว่าการหย่าเป็นอำนาจของศาลเท่านั้น และที่ประเทศมาเลเซียก็เช่นกันการหย่าไม่อนุญาตให้คู่สมรสทำการหย่าโดยความยินยอม นอกจากนี้การที่คู่สมรสจะยื่นคำร้องต่อศาลคู่สมรสจะต้องได้จดทะเบียนสมรสกันมาแล้วอย่างน้อย 2 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าคู่สมรสได้พยายามปรับความเข้าใจกันมาระยะหนึ่งแล้ว

การหย่า (การสิ้นสุดแห่งการสมรส) กฎหมายไทยว่าไว้คือ
สามารถเป็นไปได้ใน 2 กรณีคือ
 
 1.การหย่าโดยความยินยอม หรือการตกลงหย่ากันเองระหว่างคู่สามี-ภริยา
 2.การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล หรือการตั้งคดีฟ้องหย่า
 
การหย่าโดยความยินยอม

ความหมายของการหย่าโดยความยินยอมก็คือ การที่คู่สามีภริยาทั้งสองฝ่ายต่างตกลงกันว่าจะทำการหย่ากันด้วยความสมัครใจ

การหย่าโดยความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือและมีพยานสองคน ตาม มาตรา 1514 บัญญัติว่า  "การหย่านั้นจะทำได้แต่โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายหรือโดยคำพิพากษาของศาล(วรรคสอง)การหย่าโดยความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคน" การหย่าโดยความยินยอมนั้นกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือเพื่อยืนยันว่าคู่สมรสทั้งสองมีความตั้งใจจริงที่จะหย่าขาดจากกันเพราะได้ทำต่อหน้าพยานถึงสองคน หนังสือหย่าทำที่ไหน? ทำที่ไหนกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่ก็ไปทำที่สำนักทะเบียนหรือสำนักงานเขต/อำเภอ จะมีแบบพิมพ์หนังสือหย่าให้กรอกข้อความ หากคู่หย่านำพยานไปด้วยก็จะเป็นการสะดวก แต่หากไม่มีพยานไปด้วยก็ให้เจ้าหน้าที่เป็นพยานให้ก็ได้ พยานควรมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี โตพอที่จะเข้าใจเรื่องราวการหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยาได้


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 151/2487
หนังสือหย่าที่หย่ากันโดยความยินยอมนั้นไม่จำเป็นต้องลงชื่อต่อหน้าพยานก็สมบูรณ์ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 19/2487)
-การที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 ทำหนังสือหย่ากันโดยโจทก์ได้ลงชื่อต่อหน้าพยานทั้งสองคนที่ลงชื่อเป็นพยานในหนังสือหย่านั้นแล้ว  โจทก์ให้หนังสือหย่าแก่จำเลยที่ 2  จำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ลงชื่อ  เมื่อพยานคนหนึ่งไปแล้วจึงลงชื่อในหนังสือหย่า  เป็นอันว่าได้ลงชื่อต่อหน้าพยานเพียงคนเดียวเช่นนี้  หนังสือหย่าดังกล่าวสมบูรณ์ตามกฎหมายเพราะกฎหมายมิได้บังคับไว้ว่าคู่หย่าจะต้องลงชื่อต่อหน้าพยาน  ความประสงค์มีเพียงว่าต้องการให้มีพยานลงลายมือชื่อในหนังสือหย่านั้น 2 คนเพื่อเป็นพยานในข้อตกลงที่ได้ทำกันเท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1160/2494
   สามีภริยาตกลงหย่ากันโดยทำหนังสือหย่าขึ้น 2 ฉบับ ต่างยึดถือไว้คนละ 1 ฉบับ มีข้อความอย่างเดียวกัน  และมีผู้รู้เห็นเป็นพยานเกินกว่า 1  คน  ต่างกันแต่ว่าฉบับที่สามียึดไว้ภริยาเป็นผู้ลงนาม ฉบับที่ภริยายึดไว้สามีเป็นผู้ลงนาม  หาได้ลงนามทั้งสามีภริยาในเอกสารฉบับเดียวกันไม่ ดังนี้ วินิจฉัยว่าหนังสือหย่าเช่นนี้สมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3190/2533
          ตามบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีของโจทก์จำเลยที่ระบุว่า"นายสุรชัยและนางจุฑาทิตจะทำการหย่าร้างจากการเป็นสามีภริยากันให้ถูกต้องตามกฎหมายในภายหลัง... ส่วนเรื่องทรัพย์สินของสามีภริยาส่วนตัวจะไปทำความตกลงกันเอง..." โดยโจทก์จำเลยได้ลงลายมือชื่อในบันทึกนั้นถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่โจทก์จำเลยจะหย่ากันตามกฎหมายแม้ในบันทึกดังกล่าวจะไม่ได้ระบุว่า เจ้าพนักงานตำรวจสองนายที่ลงชื่อไว้นั้นลงลายมือชื่อในฐานะเป็นพยาน แต่เมื่อผู้ที่ลงลายมือชื่อนั้นเป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติงานตามหน้าที่และรับรู้ข้อตกลงของโจทก์จำเลย ถือได้ว่าเป็นพยานในบันทึกข้อตกลงการหย่าโดยความยินยอมแล้ว บันทึกดังกล่าวจึงเป็นการหย่าโดยความยินยอมของโจทก์จำเลยโดยทำเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 วรรคสอง.


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 592/2538

          ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ปรากฎว่าหนังสือที่โจทก์จำเลยสมัครใจจะหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยาโดยจะไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตต่อไปนั้นมีพยานลงลายมือชื่อเพียงคนเดียวจึงไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1514วรรคสองโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยให้หย่าขาดจากโจทก์ตามหนังสือดังกล่าวไม่ได้
____________________

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ จำเลยจดทะเบียนและเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยได้กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา กับโจทก์อย่างร้ายแรง ใช้กำลังทำร้ายโจทก์ และบุตรเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บแก่ร่างกายหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายโจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนได้สอบสวน และลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดี แสดงเจตนาของโจทก์ และจำเลยที่จะ หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยาต่อกัน โดยจำเลยสัญญาว่าจะไปจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา กับโจทก์ตามเอกสารท้ายฟ้อง หมายเลข 3 ต่อมาโจทก์มอบหมายให้ทนายโจทก์มีหนังสือนัดหมายให้จำเลยไปทำการจดทะเบียนหย่า จำเลยไม่ยอมไป และท้าทายให้โจทก์ฟ้องขอให้ บังคับจำเลยไปจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์หากจำเลยขัดขืนไม่ไป ให้ถือเอาคำพิพากษา แสดงเจตนาของจำเลยให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 106916 พร้อมบ้าน เลขที่ 160/46 ให้แก่โจทก์ ครึ่งหนึ่ง ถ้าสภาพไม่เปิดช่องให้แบ่งได้ ให้ขายทอดตลาดหักค่าใช้จ่ายแล้ว เหลือเงินสุทธิเท่าไร ให้ โจทก์มีสิทธิได้รับครึ่งหนึ่ง ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนแต่เพียงฝ่ายเดียว ให้จำเลยใช้เงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเดือนละ 10,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องจนกว่าบุตร ผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ

          จำเลยให้การ และแก้ไขคำให้การว่า จำเลยไม่เคยใช้กำลังทำร้ายโจทก์ และบุตร ให้ได้รับบาดเจ็บแก่กาย ดังฟ้อง รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีตามเอกสารท้ายฟ้อง หมายเลข 3 ซึ่งโจทก์รับรองว่า เป็นเอกสารที่ถูกต้องนั้นไม่สมบูรณ์ เป็นหนังสือยินยอมการหย่า เพราะพยานไม่ได้ลงลายมือชื่ออย่างน้อย 2 คน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 จำเลยไม่ประสงค์จะหย่าขาดกับ โจทก์เพื่อเห็นแก่ความสุขของบุตร ธิดาทั้งสอง จำเลยขอใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองแต่ฝ่ายเดียว ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง ไม่ถึงจำนวน เดือนละ 10,000 บาท อย่างมากไม่เกิน เดือนละ 3,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เอกสารท้ายฟ้อง หมายเลข 3 (เอกสาร หมาย ล. 1) ไม่สมบูรณ์เป็นหนังสือยินยอมการหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 วรรคสอง พิพากษายกฟ้อง

          โจทก์ อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าให้โจทก์ ต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ในกรุงเทพมหานคร ภายในเวลาอันสมควรให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 106916 และบ้านเลขที่ 106/46 ตามฟ้องให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่อาจจะแบ่งได้ด้วยเหตุใด ก็ให้ประมูลราคาระหว่างกันเอง และ หากยังตกลงกันไม่ได้อีก ก็ให้นำที่ดิน และบ้านพิพาทดังกล่าวออกขายทอดตลาด ได้เงินสุทธิเท่าใดนำมา แบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยให้นำหนี้สินที่ค้างชำระเกี่ยวกับที่ดินและบ้านพิพาท และค่าใช้จ่ายในการนี้ มาหักออกก่อน ให้ โจทก์เป็นผู้ปกครองดูแลบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคน โดยให้ จำเลยเป็นผู้จ่ายค่าอุปการะ เลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ ให้โจทก์เป็นรายเดือน เดือน ละ4,000 บาท นับแต่วันฟ้อง ไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์ แต่ละคนจะบรรลุนิติภาวะแต่ ค่าอุปการะเลี้ยงดู เด็กชาย อาศักดิ์ จำนวน กึ่งหนึ่ง ให้จ่าย ตั้งแต่ วันฟัง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นต้น ไป หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

          จำเลย ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่ารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีตามเอกสารหมาย จ. 8 และ ล. 1(เอกสาร ท้ายฟ้อง หมายเลข 3) ที่มีข้อความว่าทั้งสองฝ่ายแจ้งว่ามี ความสมัครใจจะหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน โดยจะพากันไปจดทะเบียนหย่าที่ สำนักงานเขตต่อไปนั้นสมบูรณ์เป็นการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1514 วรรคสอง บัญญัติว่า "การหย่าโดยความยินยอม ต้องทำเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคน " ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ เอกสาร หมาย จ. 8 และ ล. 1 (เอกสาร ท้ายฟ้อง หมายเลข 3) มีพยานลงลายมือชื่อ เพียง 1 คน ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1514 วรรคสอง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยให้หย่าขาดจากโจทก์ตาม หนังสือ ดังกล่าวได้

          พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
( สุทธิ นิชโรจน์ - สุชาติ ถาวรวงษ์ - สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์ )


การหย่าโดยความยินยอมสมบูรณ์เมื่อใด
การหย่าโดยความยินยอมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะะเบียนหย่าแล้ว  ซึ่งตาม มาตรา 1515 บัญญัติว่า "เมื่อได้จดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายนี้ การหย่าโดยความยินยอมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อสามีและภริยาได้จดทะเบียนการหย่านั้นแล้ว"

การที่สามีภริยาได้ทำสัญญาหย่า หรือหนังสือหย่ากันแล้ว มีพยานลงลายมือชื่อ 2 คนแล้วก็ตาม สามีภริยาจะต้องนำหนังสือหย่าดังกล่าวไปจดทะเบียนหย่าที่ สำนักทะเบียน, สำนักงานเขต/อำเภอเพื่อบันทึกลบล้างข้อมูลเดิมว่าไปจดทะเบียนหย่ากันแล้ว กรณีมีข้อสงสัยว่าหากได้ทำหนังสือหย่ากันแล้วแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ไปจดทะเบียนการหย่าที่สำนักทะเบียนจะดำเนินการอย่างไรจึงจะสมบูรณ์ตามกฎหมาย ในเรื่องนี้หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ให้ความร่วมมือไปจดทะเบียนหย่า อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องให้ศาลบังคับให้ไปจดทะเบียนการหย่าได้ แต่หากไม่ไปก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยได้ การฟ้องคดีตามหนังสือหย่าที่ได้ทำร่วมกันไว้จะต้องฟ้องภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ได้

 

ทำสัญญาหรือหนังสือกัน

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1291/2500
          โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันภายหลังใช้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ต่อมาได้ตกลงทำหนังสือหย่ากันไว้โดยความยินยอมทั้ง 2 ฝ่าย และมีพยานลงลายมือชื่อ 2 คนถูกต้องตาม มาตรา 1498 วรรคสอง แต่จำเลยบิดพริ้วไม่ยอมไปจดทะเบียนการหย่าตามมาตรา 1499 โจทก์ย่อมฟ้องขอให้ศาลบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนการหย่าเพื่อความสมบูรณ์ตาม มาตรา 1499 ได้ และถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ก็ให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213
          ถ้าผัวเมียสมรสกันก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 หนังสือหย่านี้จะใช้ได้สมบูรณ์ทันทีในขณะได้ทำหนังสือสัญญาหย่านี้เสร็จ(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 11/2500)
________________________

          โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์จำเลยเป็นสามีภรรยากันโดยชอบด้วยกฎหมายจดทะเบียนสมรสเมื่อ พ.ศ.2486 ระหว่างอยู่กิน จำเลยประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหลายประการ และแล้วได้ทิ้งร้างโจทก์ไปอยู่กับภรรยาใหม่ไม่ให้ความอุปการะเลี้ยงดู โจทก์ได้เลี้ยงบุตร (5 คน) ฝ่ายเดียวตลอดมา โจทก์จำเลยจึงได้ทำหนังสือหย่าขาดจากกันและนัดวันไปจดทะเบียนการหย่า แบ่งสินสมรสและแบ่งการปกครองบุตรครั้นถึงกำหนดวันไปจดทะเบียนการหย่า จำเลยแกล้งบิดพริ้วไม่ไป ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน หรือบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าขาดกับโจทก์ กับให้จำเลยชำระเงินค่าทรัพย์ตามฟ้อง 34,000 บาทให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย
          จำเลยรับว่าได้ทำหนังสือหย่าไว้จริง
          โจทก์จำเลยต่างไม่สืบพยาน ขอให้ศาลวินิจฉัยหนังสือหย่าว่าจะใช้ได้ตามกฎหมายหรือไม่
          ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนหย่าให้โจทก์ภายใน 7 วันถ้าไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 คำขออื่นให้ยก
          จำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์
          โจทก์ฎีกา
          ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ได้ความว่าโจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสเป็นสามีภรรยากันภายหลังการใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ได้ตกลงทำหนังสือหย่ากันไว้โดยความยินยอมทั้งสองฝ่ายถูกต้องตามมาตรา 1498 แต่ยังมิได้จดทะเบียนการหย่านั้นตามที่บังคับไว้ใน มาตรา 1499
          ที่ประชุมใหญ่ เห็นว่าหนังสือหย่านี้ใช้ได้ตาม มาตรา 1498 วรรค 2 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพราะคู่หย่าได้ทำหนังสือหย่านี้ขึ้นไว้โดยความยินยอมทั้งสองฝ่ายและมีพยานลงลายมือชื่อ 2 คน ครบถ้วนบริบูรณ์ ถ้าผัวเมียคู่นี้สมรสกันก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 หนังสือหย่านี้จะใช้ได้สมบูรณ์ทันทีในขณะที่ได้ทำหนังสือหย่านี้เสร็จ หากแต่ผัวเมียคู่นี้สมรสกันภายหลังการใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ซึ่งบัญญัติถึงการมีทะเบียนสมรสไว้แล้ว ฉะนั้นการหย่าจะสมบูรณ์ต่อเมื่อสามีภรรยาได้จดทะเบียนการหย่านั้นแล้ว หมายความว่าคู่หย่าจะต้องไปจดทะเบียนการหย่าเสียจึงจะเป็นการสมบูรณ์ โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยให้ไปจดทะเบียนหย่าได้
          พิพากษากลับศาลอุทธรณ์ ยืนตามคำพิพากษาศาลแพ่ง
( เลขวณิชธรรมวิทักษ์ - ทรงนิติกรณ์ - ชวน สิงหลกะ )


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1820/2537

           การฟ้องหย่า นอกจากมีเหตุฟ้องหย่าได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 แล้ว ยังมีกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1515 ดังนั้นถ้ามีการหย่าโดยความยินยอมแล้ว แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมไปจดทะเบียนหย่า การหย่าโดยความยินยอมยังไม่สมบูรณ์ อีกฝ่ายหนึ่งจึงฟ้องเพื่อให้ศาลพิพากษาให้มีผลเป็นการหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันตามหนังสือยินยอมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์จำเลยทำบันทึกด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สินกัน ต่อหน้าพยาน 2 คน โจทก์แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าตามบันทึกที่ตกลงกัน จำเลยบ่ายเบี่ยงและคำขอท้ายฟ้องระบุว่าขอให้จำเลยจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนหย่าก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกเอาบันทึกข้อตกลงของโจทก์จำเลยมาวินิจฉัยว่าเป็นหลักฐานการหย่าโดยความยินยอม โจทก์จึงฟ้องเพื่อบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนได้ และพิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์นั้น จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ข้อความในบันทึกข้อตกลงการหย่า นอกจากมีข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินและการดูแลบุตร ยังมีข้อความระบุว่า "ผู้เป็นภรรยาพอใจไม่เรียกร้องสิทธิใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากสิ่งที่ได้ตกลงกันมาแล้ว เพื่อเป็นหลักฐานการหย่าร้างครั้งนี้จึงให้มีพยานหลักฐานไว้เป็นสำคัญ" ซึ่งมีข้อความระบุถึงการหย่าไว้แล้ว เมื่อมีผู้ลงนามเป็นพยาน 2 คน จึงครบถ้วนเป็นข้อตกลงหย่าด้วยความยินยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 วรรคสอง แล้ว สิทธิฟ้องร้องที่ระบุไว้ในมาตรา 1529 คือสิทธิฟ้องร้องโดยอาศัยเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1)(2)(3)หรือ (6) หรือมาตรา 1523 เป็นคนละกรณีกับการฟ้องขอให้จดทะเบียนหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 วรรคสอง มาตรา 1515 ซึ่งมีอายุความฟ้องร้องภายในสิบปี นับแต่วันที่ทั้งสองฝ่ายทำบันทึกข้อตกลงการหย่า
__________________________


          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย  จำเลยกระทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้า ถูกดูถูกและเกลียดชังการกระทำของจำเลยถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงโจทก์  จำเลยได้ทำบันทึกยินยอมหย่าและแบ่งทรัพย์สินกันแล้ว แต่จำเลยบ่ายเบี่ยงและหลบเลี่ยงไม่ไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ ขอให้จำเลยจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากไม่ไปจดทะเบียนหย่า ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย
          จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกล่าวคำหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์ สิทธิฟ้องร้องเพราะเหตุหย่าขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 ขอให้ยกฟ้อง
          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
          โจทก์อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์
          จำเลยฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นว่า (1) โจทก์มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยได้หรือไม่ และ (2) สิทธิฟ้องหย่าระงับไปแล้วหรือไม่ ดังนี้เหตุฟ้องหย่าตามประเด็นข้อ (1) จึงเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (2)(ก)(ข) หรือ (ค)และ (6) ส่วนตามประเด็นข้อ (2) เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1529 แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาเฉพาะหนังสือมอบทรัพย์สินตามเอกสารหมาย จ.2 จึงเป็นการพิจารณานอกประเด็นข้อพิพาทและขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 นั้น เห็นว่าตามประเด็นข้อ (1) ศาลชั้นต้นมิได้ระบุเจาะจงไว้ว่า เหตุฟ้องหย่าดังกล่าวคือเหตุตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 การฟ้องคดีเพื่อหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา นอกจากกรณีที่ต้องมีเหตุฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 แล้ว ยังมีกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1515 ที่บัญญัติว่าการหย่าโดยความยินยอมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อสามีภริยาได้จดทะเบียนหย่านั้นแล้ว ฉะนั้น ถ้ามีการหย่าโดยความยินยอมตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 วรรคสองแล้ว แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมไปจดทะเบียนหย่า การหย่าโดยความยินยอมดังกล่าวย่อมยังไม่สมบูรณ์ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1515 อีกฝ่ายหนึ่งจึงมีเหตุฟ้อง เพื่อให้ศาลพิพากษาให้มีผลเป็นการหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันตามหนังสือยินยอมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องไว้แล้วว่าโจทก์จำเลยทำบันทึกด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายตกลงหย่ากันและแบ่งทรัพย์สินกันต่อหน้าพยาน 2 คนเมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าตามบันทึกที่ตกลงกัน จำเลยบ่ายเบี่ยง ไม่มีทางใดที่จะบังคับจำเลยได้จึงต้องฟ้องเป็นคดีนี้ทั้งโจทก์ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้องว่า ขอให้จำเลยจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนหย่าก็ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกเอาบันทึกข้อตกลงของโจทก์จำเลยตามเอกสารหมาย จ.2 มาวินิจฉัยว่าเป็นหลักฐานการหย่าโดยความยินยอม โจทก์จึงฟ้องเพื่อบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าได้ และพิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์นั้น จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ดังจำเลยกล่าวอ้าง

          ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยไม่ถึงขนาดให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง หรือได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีของจำเลย และไม่เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ทั้งไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยาอย่างร้ายแรง โจทก์ไม่อาจอ้างมาเป็นเหตุฟ้องหย่าจำเลยได้ และสิทธิฟ้องหย่าระงับไปแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1529 นั้น เห็นว่า เมื่อประมวลความประสงค์ของโจทก์ที่ปรากฏตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าโจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อขอให้บังคับตามบันทึกข้อตกลงการหย่าที่โจทก์จำเลยทำไว้ต่อกันตามเอกสารหมาย จ.2 ส่วนข้อที่โจทก์บรรยายเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 มาด้วย เป็นเพียงส่วนประกอบที่ทำให้เห็นว่า เมื่อเกิดเหตุตามมาตรา 1516 แล้ว โจทก์จำเลยจึงทำบันทึกข้อตกลงกันไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งในการนำสืบของจำเลยจำเลยก็เบิกความยอมรับว่าโจทก์จำเลยทำบันทึกข้อตกลงกันไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 แต่อ้างว่าเป็นการตกลงเฉพาะเรื่องทรัพย์สินมิได้กล่าวถึงการหย่า ดังนั้น จึงต้องวิเคราะห์ว่าเอกสารหมาย จ.2มีผลเป็นการตกลงเกี่ยวกับการหย่าหรือไม่ ศาลฎีกาตรวจข้อความในเอกสารหมาย จ.2 แล้ว นอกจากมีข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินและการดูแลบุตร ยังมีข้อความระบุว่า "ผู้เป็นภรรยาพอใจไม่เรียกร้องสิทธิใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากสิ่งที่ได้ตกลงกันมาแล้ว เพื่อเป็นหลักฐานการหย่าร้างครั้งนี้จึงให้มีพยานหลักฐานไว้เป็นสำคัญ" ซึ่งมีข้อความระบุถึงการหย่าไว้แล้ว เมื่อบันทึกข้อตกลงในการหย่ากันระหว่างโจทก์จำเลยตามเอกสารหมาย จ.2 มีผู้ลงนามเป็นพยาน 2 คน จึงครบถ้วนเป็นข้อตกลงหย่าด้วยความยินยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 วรรคสอง และที่จำเลยโต้แย้งในฎีกาว่า สิทธิฟ้องหย่าระงับไปแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 นั้น เห็นว่า สิทธิฟ้องร้องที่ระบุไว้ในมาตรา 1529 คือสิทธิฟ้องร้องโดยอาศัยเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1)(2)(3) หรือ (6) หรือมาตรา 1523 เป็นคนละกรณีกับการฟ้องขอให้จดทะเบียนหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1514 วรรคสอง มาตรา 1515 ซึ่งมีอายุความฟ้องร้องภายในสิบปี นับแต่วันที่ทั้งสองฝ่ายทำบันทึกข้อตกลงการหย่าเมื่อนับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องยังไม่เกินสิบปี จึงไม่ขาดอายุความ ประกอบกับจำเลยมิได้ดำเนินการอย่างใดเพื่อให้บันทึกข้อตกลงดังกล่าวไม่มีผลบังคับและไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่แสดงว่ากรณีตกลงยกเลิกบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ดังนั้นบันทึกข้อตกลงหย่าขาดจากกันและแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์จำเลยตามเอกสารหมาย จ.2จึงมีผลตามกฎหมาย โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวได้

          พิพากษายืน
( ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา - อากาศ บำรุงชีพ - ปราโมทย์ บุนนาค )


 


                 หนังสือหย่าโดยความยินยอม

  

                                                              ทำที่.......

                                         วันที่……เดือน…………พ.ศ………

          หนังสือฉบับนี้ทำขึ้นระหว่างนาย………………อายุ…………ปีอยู่บ้านเลขที่………………ตรอก/ซอย…………………ถนน…………………ตำบล……………………อำเภอ……………………………จังหวัด…………………………

ซึ่งต่อไปในหนังสือนี้รียกว่า “คู่หย่าฝ่ายชาย”   กับนาง………………………อายุ…………ปีอยู่บ้านเลขที่………………ตรอก/ซอย……………ถนน…………………ตำบล……………………อำเภอ…………………จังหวัด…………………ซึ่งต่อไปในหนังสือนี้รียกว่า “คู่หย่าฝ่ายหญิง” ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงทำหนังสือสัญญากันดังต่อไปนี้


           ข้อ 1. โดยที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยจดทะเบียนสมรสกัน ณ ที่ว่าการอำเภอ/หรือที่ว่าการเขต………………………เมื่อวันที่…………………เดือน……………………พ.ศ……………


           ข้อ 2. โดยเหตุที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์ที่จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาอีกต่อไป จึงได้ตกลงอย่าขาดกันโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายในการนี้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงจะไปดำเนินการจดทะเบียนหย่า ณ ที่ว่าการอำเภอ / หรือที่ว่าการเขต ……………………………………………………… ภายในวันที่…………………….เดือน………………………พ.ศ…………………


           ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ไปจดทะเบียนหย่าภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ยอมให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งนำคดีฟ้องร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้หย่าได้


           ข้อ 3. ความปกครองบุตรผู้เยาว์ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงกันปกครองบุตรผู้เยาว์ดังนี้

                     3.1 ด.ช…………………………………อายุ………ปี ให้………………………………เป็นผู้ปกครอง

                     3.2 ด.ญ………………………………อายุ………ปี ให้………………………………เป็นผู้ปกครอง


          ข้อ 4. ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้คู่หย่าฝ่าย…………มีหน้าที่ในการจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษาเล่าเรียนของบุตรผู้เยาว์เป็นเดือนละ……………บาท โดยจ่ายให้แก่คู่หย่าฝ่าย……………ภายในวันที่…………………ของทุก ๆ เดือน ไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะหรือศึกษาเล่าเรียนจนสำเร็จชั้น…………


          ข้อ 5. คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะทำการแบ่งทรัพย์สินกันดังนี้

5.1 บ้านเลขที่……………………ให้แบ่งโดย………………………………

5.2 ที่ดินโฉนดเลขที่……………………ให้แบ่งโดย………………………

5.3 รถยนต์หมายเลขทะเบียน…………………ให้แบ่งโดย…………………

5.4 ………………………………………………………………


           ข้อ 6. คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงแบ่งความรับผิดในหนี้สินดังนี้

6.1 ………………………………………………………………………………

6.2 ………………………………………………………………………………


            ข้อ 7. คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงว่านอกจากที่ตกลงไว้ดังกล่าวข้างต้น คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะไม่ติดใจ หรือเรียกร้องใด ๆ กันอีก

คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้เข้าใจข้อความในสัญญานี้โดยตลอดแล้ว เห็นว่าถูกต้องตรงตามเจตนา จึงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน สัญญานี้ทำขึ้นเป็นสองฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกัน คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเก็บไว้ฝ่ายละหนึ่งฉบับ

                                         

ลงชื่อ……………………………………คู่หย่าฝ่ายชาย                                        

(                 )                                         

ลงชื่อ……………………………………คู่หย่าฝ่ายหญิง                                         

(                 )                                       

ลงชื่อ……………………………………พยาน                                       

(                )                                        

ลงชื่อ……………………………………พยาน                                       

(                )

 

 




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

การหย่าโดยความยินยอม, บันทึกเป็นหนังสือประสงค์หย่าขาด
การฟ้องและเรียกค่าทดแทนคดีครอบครัว แสดงตนโดยเปิดเผยทำนองชู้สาว
เรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงอื่น(เมียน้อย), ยกย่องผู้อื่นฉันภริยา
ฟ้องหย่าขอแบ่งสินสมรส การจัดการสินสมรสที่เป็นเงินตรา
เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ สิทธิเรียกร้องกำหนดอายุความ 5 ปี
ฟ้องหย่าได้ที่ศาลใด article
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี เหตุฟ้องหย่า
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลัง
การแบ่งสินสมรสและกรรมสิทธิ์รวม
จงใจละทิ้งร้างไปเกินหนึ่งปี
การฟ้องหย่าและหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
สัญญาระหว่างสมรสให้ทรัพย์สินของสามีตกเป็นของภริยาห้ามบอกล้าง
ฟ้องหย่าอ้างเหตุสมัครใจแยกกันอยู่, สามีเป็นฝ่ายแยกไปเองโดยยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา
สามีพิการไม่สามารถทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้-ไม่อาจอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าได้
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีฟ้องหย่าได้
การจดทะเบียนหย่าด้วยการแสดงเจตนาลวง
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
แยกกันอยู่หรือจงใจละทิ้งร้าง? -สามีภริยาอยู่บ้านเดียวกันแต่ก็มีลักษณะแบบต่างคนต่างอยู่
ทำร้ายร่างกายถ้าเป็นการร้ายแรงฟ้องหย่าได้, ศาลปรับหนึ่งพันไม่เป็นการร้ายแรง
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้
สามีหรือภริยาประพฤติชั่วอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้างเรียกสินสอดทองหมั้นคืน
แยกกันอยู่เพราะสามียกย่องหญิงอื่น, เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง
แยกกันอยู่เพราะสามีรับราชการที่อื่น, ไม่ถือว่าเป็นการแยกกันอยู่โดยความสมัครใจ
ขอเพิกถอนทะเบียนสมรสซ้อน สมรสซ้อนโดยไม่สุจริต
รู้ว่าสามีไปมีหญิงอื่นเกินหนึ่งปีก็ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้,อายุความ
พฤติการณ์อย่างไรเรียกว่ายกย่องเมียน้อยฉันภริยา
สามีฟ้องหย่า,จงใจละทิ้งร้าง,เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่ออีกฝ่ายให้อภัยแล้ว
รู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่าจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่านั้นไม่ได้
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรส
ฟ้องซ้ำ ค่าอุปการะเลี้ยงดู หนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนด
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามี ไม่ฟ้องหย่า
หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามสามีหรือบุพการี
ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร
แยกกันอยู่เกินสามปีต้องเพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันได้
สมัครใจแยกกันอยู่, จงใจละทิ้งร้าง, เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ, อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา
กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง
ไม่อาจร่วมประเวณีได้ ต้องการฟ้องหย่า
สิทธิที่จะติดต่อกับบุตรของตนได้ตามสมควรแล้วแต่พฤติการณ์
สมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้
ฟ้องหย่า หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรง
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
จงใจละทิ้งร้างภริยาไปเกินหนึ่งปีฟ้องหย่าได้, สามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา
ฟ้องหย่าคดีอยู่ระหว่างฎีกาฟ้องคดีใหม่เป็นฟ้องซ้อน
ทะเลาะกันและทำร้ายร่างกายยังไม่เป็นเหตุฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่าระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี
การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตาย
พี่น้องของผู้ตายขอเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อนไม่ได้
ความสมบูรณ์ของการสมรส, ฟ้องให้การสมรสเป็นโมฆะ
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิที่จะเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญ
ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก-ได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้
เหตุแห่งการฟ้องหย่าทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงขอให้อีกฝ่ายหนึ่งจ่ายค่าเลี้ยงชีพได้
สิทธิที่จะเรียกค่าทดแทนชู้สาวนั้นต้องแสดงตนมีความสัมพันธ์โดยเปิดเผยเท่านั้น
การสมรส, การหมั้น, ผิดสัญญาหมั้น, เรียกคืนสินสอดของหมั้น
อำนาจปกครองบุตร
การบอกล้างสัญญาระหว่างสมรส แบ่งสินสมรส
จดทะเบียนรับรองบุตร บิดานอกสมรส-ขอรับเด็กเป็นบุตร
อายุความฟ้องร้องคดี
บิดา มารดา กับ บุตร