| กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง 
สามียกย่องหญิงอื่นเป็นภริยาย่อมเป็นสิทธิของภริยาที่จะหึงหวง สามีเห็นดีเห็นชอบให้หญิงอื่นแสดงตนเทียบฐานะเสมอภริยาโดยใช้สรรพนามแทนตนว่า"แม่"ต่อบุตรทั้งสอง การที่ภริยากีดกันหลบเลี่ยงมิให้สามีพบปะบุตรจึงมีเหตุผลที่จะกระทำได้ สามีจะอ้างว่าเป็นกรณีที่ภริยากระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงไม่ได้
สามีภริยาแยกกันอยู่เพราะสามียกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ย่อมเป็นสิทธิของภริยาที่จะหึงหวงและป้องกันมิให้สามีทอดทิ้งตนและบุตร ภริยาร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของสามีให้โอนย้ายสามีเพื่อให้สามีเลิกยุ่งเกี่ยวกับหญิงอื่นและให้ความรักความอบอุ่นแก่ครอบครัว แต่สามีมิได้ปฏิบัติตัวดีขึ้น ภริยาจึงต้องร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของสามีอีกหลายครั้ง เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาว่ากล่าวตักเตือนสามีแต่สามีไม่นำพาจนถูกผู้บังคับบัญชาสั่งลงทัณฑ์ทางวินัยและการที่สามียกย่องหญิงอื่นเป็นภริยาทั้งเห็นดีเห็นชอบให้หญิงอื่นแสดงตนเทียบฐานะเสมอภริยาโดยใช้สรรพนามแทนตนว่า"แม่"ต่อบุตรทั้งสองตนที่เกิดกับภริยา ย่อมเกินกว่าที่ภริยาจะยอมรับได้ การที่ภริยากีดกันหลบเลี่ยงมิให้สามีพบปะบุตรจึงมีเหตุผลที่จะกระทำได้ สามีจะอ้างว่าเป็นกรณีที่ภริยากระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงไม่ได้
จำเลยทำให้โจทก์ต้องรับโทษทางวินัย ได้รับความเสียหายถูกดูหมิ่นเกลียดชังกีดกันไม่ให้โจทก์มีโอกาสพบกับบุตรทั้งสอง ยุยงให้บุตรทั้งสองเกลียดชังโจทก์ เป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่จะเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง
การที่โจทก์ไม่ยอมเลิกเกี่ยวข้องกับนางสาวกัลยา กลับรับรองยกย่องเป็นภริยา แสดงเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วไปอีกทั้งยังยินยอมเห็นดีเห็นชอบให้นางสาวกัลยา แสดงตนเทียบฐานะเสมอจำเลยซึ่งเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายโดยนางสาวกัลยา ใช้สรรพนามแทนตนว่า "แม่" ต่อบุตรทั้งสองของโจทก์และจำเลย ย่อมเป็นเรื่องเกินกว่าที่จำเลยจะยอมรับได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5289/2538
โจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่เพราะโจทก์ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยที่จะหึงหวงและป้องกันมิให้โจทก์ทอดทิ้งตนและบุตรจำเลยร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์ให้โอนย้ายโจทก์เพื่อให้โจทก์เลิกยุ่งเกี่ยวกับหญิงอื่นและให้ความรักความอบอุ่นแก่ครอบครัวแต่โจทก์มิได้ปฏิบัติตัวดีขึ้นจำเลยจึงต้องร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์อีกหลายครั้งเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาว่ากล่าวตักเตือนโจทก์แต่โจทก์ไม่นำพาจนถูกผู้บังคับบัญชาสั่งลงทัณฑ์ทางวินัยและการที่โจทก์ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยาทั้งเห็นดีเห็นชอบให้หญิงอื่นแสดงตนเทียบฐานะเสมอจำเลยโดยใช้สรรพนามแทนตนว่า"แม่"ต่อบุตรทั้งสองของโจทก์จำเลยย่อมเกินกว่าที่จำเลยจะยอมรับได้ที่จำเลยกีดกันหลบเลี่ยงมิให้โจทก์พบปะบุตรจึงมีเหตุผลที่จะกระทำได้โจทก์จะอ้างว่าเป็นกรณีที่จำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงไม่ได้
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์สมรสกับจำเลยปี 2519 มีบุตรด้วยกัน 2 คนจำเลยทำให้โจทก์ต้องรับโทษทางวินัย ได้รับความเสียหายถูกดูหมิ่นเกลียดชังกีดกันไม่ให้โจทก์มีโอกาสพบกับบุตรทั้งสอง ยุยงให้บุตรทั้งสองเกลียดชังโจทก์ เป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่จะเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โจทก์สมควรเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง ขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองแต่ผู้เดียว หากจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนหย่าให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน
จำเลยให้การว่า เมื่อประมาณเดือนกันยายน 2531 จำเลยทราบว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ที่จำเลยร้องเรียนผู้บังคับบัญชาของโจทก์เพื่อต้องการให้โจทก์เลิกอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยาและกลับมาอุปการะเลี้ยงดูจำเลยกับบุตรทั้งสอง จำเลยมิได้กลั่นแกล้งโจทก์ จึงไม่มีเหตุฟ้องหย่า โจทก์ไม่มีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดกัน ให้เด็กหญิงมนินทิรา กาญจนไพรดี และเด็กชายรุ่งโรจน์ กาญจนไพรดีบุตรทั้งสองอยู่ในอำนาจปกครองของจำเลยแต่ผู้เดียว โดยให้โจทก์มีสิทธิเยี่ยมเยียนได้ตามสมควร ให้โจทก์ส่งเงินอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนละ 1,500 บาท ต่อเดือน จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ
จำเลย อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยก ฟ้อง
โจทก์ ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า การที่โจทก์กับจำเลยต้องแยกกันอยู่มีมูลเหตุอันเกิดแต่โจทก์ที่ไปติดพันหญิงอื่นฉันชู้สาวถึงขั้นยกย่องเป็นภริยา ทั้ง ๆ ที่โจทก์กับจำเลยยังมิได้หย่าขาดจากกัน ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยที่จะหึงหวงหรือป้องกันมิให้โจทก์ทอดทิ้งตนและบุตร การที่จำเลยร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์ไปเกี่ยวกับหญิงอื่นฉันชู้สาวขอให้โอนย้ายโจทก์กลับมาเพื่อจะได้อยู่ร่วมกัน อันแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าต้องการที่จะให้โจทก์เลิกยุ่งเกี่ยวกับหญิงอื่นกลับมาให้ความรักความอบอุ่นแก่ครอบครัว ซึ่งผู้บังคับบัญชาก็ได้ว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ แต่โจทก์ก็มิได้ปฏิบัติตัวให้ดีขึ้น จำเลยจึงต้องร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์อีกหลายครั้งก็เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาว่ากล่าวตักเตือนให้โจทก์สำนึกในการกระทำดังกล่าว แต่โจทก์ก็ไม่นำพาจนถูกผู้บังคับบัญชาสั่งลงทัณฑ์ทางวินัย และการที่โจทก์ไม่ยอมเลิกเกี่ยวข้องกับนางสาวกัลยา กลับรับรองยกย่องเป็นภริยา แสดงเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วไปอีกทั้งยังยินยอมเห็นดีเห็นชอบให้นางสาวกัลยา แสดงตนเทียบฐานะเสมอจำเลยซึ่งเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายโดยนางสาวกัลยา ใช้สรรพนามแทนตนว่า "แม่" ต่อบุตรทั้งสองของโจทก์และจำเลย ย่อมเป็นเรื่องเกินกว่าที่จำเลยจะยอมรับได้ที่จำเลยกีดกัน หลบเลี่ยง มิให้โจทก์พบปะบุตร จึงมีเหตุผลที่จะกระทำได้ โจทก์จะอ้างเหตุดังกล่าวว่าเป็นกรณีจำเลยกระทำการเป็นปฏิบักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงย่อมไม่ได้
พิพากษายืน
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
มาตรา 1516 เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้
(1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(2) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความ ผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง
(ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
(ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่าย ที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ
(ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ
อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(3) สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่น ประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่ง นั้นฟ้องหย่าได้
(4/1) สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุก เกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิด หรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามี ภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกิน ควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4/2) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของ ศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปี โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่าง ไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(6) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตาม สมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอา สภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่าย หนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(7) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมี ลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(8) สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความ ประพฤติอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(9) สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่าย หนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรัง ไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(10) สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกายทำให้สามีหรือภริยานั้น ไม่อาจร่วม ประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
_______________________________________
*ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความลีนนท์ http://www.lawyerleenont.com* 085 960 4258 *
สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ
|