ReadyPlanet.com
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletทนายความฟ้องหย่า
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletฟ้องหย่า
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletกรมบังคับคดี
dot
ลิงค์ต่าง ๆ
dot
bulletสืบค้นกฎหมาย
bulletสืบค้นคำพิพากษา
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสำนักทนายความ
dot
Newsletter

dot
bulletวิชาชีพทนายความ


 



ให้เป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้

          

 

บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิต-ให้เป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้
เมื่อเปรียบเทียบราคาที่ดินกับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แทนโจทก์เมื่อ 3 ถึง 4 ปีแล้ว ราคาที่ดินสูงกว่าจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายไปไม่น้อยกว่า 7 เท่า การที่โจทก์ให้ที่ดินพิพาทจึงถือไม่ได้ว่าให้เป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3601/2542

โจทก์กู้เงินจาก ร. โดยนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทให้ ร. ยึดถือไว้เป็นประกัน จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แทนโจทก์เป็นเงิน 70,000 บาท และรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์คืนมา ต่อมาโจทก์ขอออกโฉนดที่ดินพิพาทแล้วจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างราคา 500,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 โดยเสน่หา ไม่มีค่าตอบแทน เมื่อเปรียบเทียบแล้วราคาที่ดินพิพาทสูงกว่าจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แทนโจทก์เมื่อ 3 ถึง 4 ปี ที่แล้วไม่น้อยกว่า 7 เท่า การที่โจทก์ให้ที่ดินพิพาทจึงถือไม่ได้ว่าเป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้ในการที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แทน และการที่ ร. ยึดถือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทไว้โดยไม่ได้จดทะเบียนจำนอง ไม่ใช่กรณีที่มีภาระเกี่ยวกับตัวที่ดินพิพาท การให้ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่การให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน จำเลยที่ 1 บอกปัดไม่ยอมให้เงินโจทก์ซื้อยารักษาตัวอันเป็นการบอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่โจทก์ในเวลาที่โจทก์ยากไร้และจำเลยที่ 1 ยังสามารถจะให้ได้ โจทก์จึงเรียกถอนคืนการให้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (3)

          โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 โดยเสน่หา ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (3) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกถอนคืนการให้จากจำเลยที่ 1 ได้แต่เพียงผู้เดียว

โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6015 ตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี คืนแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

          จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ
          โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

          ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
          โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เคยกู้เงินจากนางเรขาและได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทไปให้นางเรขายึดถือไว้เป็นหลักประกัน เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระโจทก์ไม่มีเงินไปชำระหนี้นางเรขา จำเลยที่ 1 จึงชำระหนี้แทนโจทก์เป็นเงิน 70,000 บาทเศษ และรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์คืน หลังจากนั้นโจทก์จึงได้ดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นโฉนดแล้วจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 1 ซึ่งตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินนั้นระบุไว้ชัดเจนว่าโจทก์ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 ผู้เป็นหลานโดยเสน่หา ไม่มีค่าตอบแทน และเมื่อเปรียบเทียบราคาที่ดินกับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แทนโจทก์เมื่อ 3 ถึง 4 ปีแล้ว ราคาที่ดินสูงกว่าจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายไปไม่น้อยกว่า 7 เท่า การที่โจทก์ให้ที่ดินพิพาทจึงถือไม่ได้ว่าให้เป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้ในการที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แทน และการที่โจทก์นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินพิพาทไปให้นางเราขายึดถือไว้ในการกู้เงิน ไม่ได้จดทะเบียนจำนองก็ไม่ใช่กรณีที่มีภาระเกี่ยวกับตัวที่ดินพิพาท การที่โจทก์ให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่การให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน เมื่อจำเลยที่ 1 ได้บอกปัดไม่ยอมให้เงินโจทก์ซื้อยารักษาตัว อันเป็นการบอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่โจทก์ในเวลาที่โจทก์ยากไร้และจำเลยที่ 1 ยังสามารถจะให้ได้ โจทก์จึงเรียกถอนคืนการให้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (7)

          โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 โดยเสน่หา ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (3) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกถอนคืนการให้จากจำเลยที่ 1 ได้แต่เพียงผู้เดียว

          พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6015 ตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี คืนให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.

( เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ - ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ - จำรูญ แสนภักดี )

ศาลจังหวัดจันทบุรี - นายไมตรี ศิริเมธารักษ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายนึก หนูเจริญ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 531    "อันผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ท่านว่าอาจจะเรียกได้แต่เพียงในกรณีดั่งจะกล่าวต่อไปนี้
(1) ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดฐานอาญาอย่างร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายลักษณะอาญา หรือ
(2) ถ้าผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้าย แรง หรือ
(3) ถ้าผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้"

มาตรา 535    การให้อันจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านว่าจะถอนคืนเพราะเหตุเนรคุณไม่ได้ คือ
(1) ให้เป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้
(2) ให้สิ่งที่มีค่าภารติดพัน
(3) ให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยา
(4) ให้ในการสมรส

 




การถอนคืนการให้,ประพฤติเนรคุณ

ถอนคืนการให้-หมิ่นประมาทร้ายแรง
ให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยา
ขาดอายุความถอนคืนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณ
ผู้รับปฏิเสธให้ความช่วยเหลือ,ถอนคืนการให้
การให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน, ถอนคืนการให้
หมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง
ถอนคืนการให้,ประพฤติเนรคุณ