ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




แยกสินสมรสได้หรือไม่ เมื่อคู่สมรสนำเงินสินสมรสไปใช้ฝ่ายเดียวและไม่อุปการะครอบครัว หลักเกณฑ์การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามกฎหมายครอบครัว

การขอแยกสินสมรสตามกฎหมาย การจัดการสินสมรสโดยมิชอบ สิทธิของภริยาในสินสมรส การแบ่งทรัพย์สินระหว่างสมรส การนำสินสมรสไปใช้ประโยชน์ฝ่ายเดียว เหตุแห่งการขอแยกสินสมรส เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นสินสมรสหรือไม่ เงินชดเชยจากการลาออกเป็นสินสมรสหรือไม่ โบนัสเป็นสินสมรสหรือไม่ เงินค่าหุ้นสหกรณ์เป็นสินสมรสหรือไม่ คู่สมรสไม่อุปการะเลี้ยงดูครอบครัว สิทธิฟ้องแบ่งสินสมรสก่อนหย่า การคุ้มครองทรัพย์สินของคู่สมรส การจัดการทรัพย์สินร่วมของสามีภริยา, สินสมรส

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของคู่สมรสในการขอให้ศาลสั่งแยกสินสมรสออกจากการจัดการร่วมกัน เมื่อคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งมีพฤติการณ์จัดการทรัพย์สินร่วมโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของครอบครัวและก่อให้เกิดความเสียหายแก่สินสมรสอย่างร้ายแรง ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การวินิจฉัยว่า แม้สามีภริยาจะสมัครใจแยกกันอยู่เป็นเวลานาน แต่ยังมิได้จดทะเบียนหย่า ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสยังคงเป็นสินสมรสหรือไม่ และเมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยไม่อุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายและบุตร จะเป็นเหตุให้ศาลมีอำนาจสั่งแยกสินสมรสเพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายได้เพียงใด

คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความบทบัญญัติเกี่ยวกับสินสมรส การจัดการสินสมรส และสิทธิในการขอแยกสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพราะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่ากฎหมายครอบครัวมิได้มุ่งคุ้มครองเพียงสิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินร่วมกันเท่านั้น แต่ยังมุ่งคุ้มครองผลประโยชน์ของครอบครัว คู่สมรส และบุตรจากการกระทำของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่อาจทำให้ทรัพย์สินร่วมของครอบครัวลดลงหรือสูญหายไปโดยไม่เป็นธรรม

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรร่วมกัน 2 คน โดยโจทก์เป็นแม่บ้าน ส่วนจำเลยเป็นพนักงานของการไฟฟ้านครหลวง ต่อมาทั้งสองสมัครใจแยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 2526 แต่ยังมิได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน

ภายหลังจำเลยลาออกจากงานก่อนเกษียณอายุและได้รับเงินหลายประเภท ได้แก่ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินชดเชยจากการลาออก เงินตอบแทนพิเศษจากโครงการลาออก เงินค่าหุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์ และเงินโบนัส รวมเป็นเงินกว่า 2 ล้านบาท

โจทก์เห็นว่าเงินดังกล่าวเป็นสินสมรส แต่จำเลยกลับนำเงินจำนวนมากไปจัดการและใช้จ่ายโดยลำพัง อีกทั้งไม่นำมาอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตร โดยเฉพาะบุตรคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ทุพพลภาพ นอกจากนี้จำเลยยังยืนยันว่าเงินดังกล่าวไม่ใช่สินสมรสและไม่ยินยอมแบ่งให้โจทก์

โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลสั่งแยกสินสมรสส่วนที่เหลืออยู่จำนวนกึ่งหนึ่งออกมาเป็นส่วนของโจทก์ เพื่อให้โจทก์มีอำนาจจัดการทรัพย์สินส่วนนั้นได้โดยลำพัง และเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่สินสมรสต่อไป

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับสถานะของทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส

ประเด็นแรกที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินชดเชย เงินค่าตอบแทนพิเศษจากการลาออก เงินค่าหุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์ และเงินโบนัสที่จำเลยได้รับหลังลาออกจากการไฟฟ้านครหลวง เป็นสินสมรสหรือไม่

จำเลยอ้างว่าคู่สมรสได้แยกกันอยู่มาเป็นเวลานานนับตั้งแต่ปี 2526 และเงินดังกล่าวเกิดขึ้นจากสิทธิส่วนตัวของจำเลยอันเนื่องมาจากการทำงาน จึงไม่ควรถือเป็นสินสมรส แต่ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย โดยวินิจฉัยว่าการแยกกันอยู่โดยข้อเท็จจริงไม่ทำให้สถานะความเป็นสามีภริยาตามกฎหมายสิ้นสุดลง เมื่อคู่สมรสยังมิได้จดทะเบียนหย่า ย่อมยังมีฐานะเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอย่างสมบูรณ์

ศาลฎีกาอาศัยหลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) ซึ่งบัญญัติว่า ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรสย่อมเป็นสินสมรส เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้รับเงินทุกประเภทดังกล่าวในขณะที่สถานะการสมรสยังคงอยู่ เงินเหล่านั้นจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสทั้งหมด

ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า แม้เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะมีที่มาจากการทำงานของจำเลยเพียงฝ่ายเดียว หรือแม้เงินชดเชยและเงินตอบแทนพิเศษจะเกิดจากการลาออกจากงานของจำเลยโดยเฉพาะ แต่เมื่อสิทธิได้รับเงินดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างสมรส เงินเหล่านั้นก็ยังถือเป็นทรัพย์สินร่วมของสามีภริยาตามกฎหมาย

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักกฎหมายครอบครัวที่ถือว่าความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นระหว่างการสมรสเป็นผลจากการดำรงชีวิตร่วมกันของคู่สมรส แม้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งจะเป็นผู้หารายได้โดยตรง แต่อีกฝ่ายหนึ่งอาจสนับสนุนครอบครัว ดูแลบ้าน หรือดูแลบุตรจนทำให้อีกฝ่ายสามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้ได้อย่างเต็มที่ กฎหมายจึงถือว่าทรัพย์สินที่เกิดขึ้นระหว่างสมรสเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

ในคดีนี้ศาลฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 1,020,000 บาท เงินชดเชยจำนวน 172,890 บาท เงินตอบแทนพิเศษจากโครงการลาออกจำนวน 864,450 บาท เงินค่าหุ้นสหกรณ์จำนวน 186,000 บาท และเงินโบนัสจำนวน 28,815 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,272,155 บาท ซึ่งล้วนเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสทั้งสิ้น

ดังนั้น ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเงินทั้งหมดดังกล่าวเป็นสินสมรส และโจทก์มีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวร่วมกับจำเลยในฐานะเจ้าของร่วมตามกฎหมายครอบครัว จำเลยไม่อาจอ้างว่าเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของตนเพียงฝ่ายเดียวได้

หลักกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสตามมาตรา 1476

เมื่อศาลวินิจฉัยแล้วว่าเงินทั้งหมดเป็นสินสมรส ประเด็นต่อมาคือจำเลยมีสิทธิจัดการสินสมรสดังกล่าวได้เพียงใด

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 วางหลักว่าการจัดการสินสมรสบางประเภท คู่สมรสฝ่ายหนึ่งสามารถดำเนินการได้เองโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง แต่สิทธิในการจัดการดังกล่าวมิใช่อำนาจที่ไร้ขอบเขต เพราะกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ผู้จัดการสินสมรสต้องใช้ความระมัดระวังและต้องไม่กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินร่วม

ศาลฎีกาอธิบายโดยนัยว่า การเป็นผู้มีอำนาจจัดการสินสมรสมิได้หมายความว่าสามารถนำทรัพย์สินร่วมไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ ตรงกันข้าม ผู้จัดการสินสมรสมีฐานะเสมือนผู้ดูแลผลประโยชน์ร่วมของครอบครัว จึงต้องปฏิบัติด้วยความสุจริต รอบคอบ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของคู่สมรสและบุตรเป็นสำคัญ

หลักกฎหมายดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันไม่ให้คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจเหนือทรัพย์สินร่วมในลักษณะที่เป็นการเอาเปรียบอีกฝ่าย หรือทำให้ทรัพย์สินของครอบครัวสูญหาย เสื่อมค่า หรือหมดไปโดยไม่มีเหตุสมควร เพราะหากปล่อยให้ผู้จัดการสินสมรสมีอำนาจโดยปราศจากการควบคุม ย่อมอาจกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัวและก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้

เหตุแห่งการขอแยกสินสมรสตามมาตรา 1484 และเหตุใดศาลจึงเห็นว่ามีเหตุสมควรให้แยกสินสมรส

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ไม่ได้อยู่เพียงการวินิจฉัยว่าเงินที่จำเลยได้รับเป็นสินสมรสหรือไม่เท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การพิจารณาว่าพฤติการณ์ของจำเลยเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 1484 ซึ่งเปิดโอกาสให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งร้องขอให้ศาลสั่งแยกสินสมรสออกจากการจัดการร่วมกันได้หรือไม่

มาตรา 1484 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจากการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินร่วมของครอบครัว โดยกฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องรอจนเกิดความเสียหายทั้งหมดหรือรอจนมีการหย่าร้างก่อน แต่เปิดโอกาสให้ศาลเข้ามาคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสได้ตั้งแต่ในระหว่างที่การสมรสยังคงดำรงอยู่

ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลยแล้วพบข้อเท็จจริงสำคัญหลายประการ กล่าวคือ จำเลยมอบอำนาจให้สหกรณ์ออมทรัพย์รับเงินค่าตอบแทนพิเศษ เงินชดเชย เงินโบนัส เงินค่าหุ้นสหกรณ์ และเงินอื่นที่จำเลยมีสิทธิได้รับ เพื่อนำไปชำระหนี้จำนองบางส่วน โดยโจทก์ไม่เคยรับรู้ ไม่เคยให้ความยินยอม และไม่เคยให้สัตยาบันต่อการก่อหนี้ในส่วนดังกล่าว

ปรากฏว่าสหกรณ์ได้รับเงินค่าหุ้นของจำเลยจำนวน 186,000 บาท และรับเงินจากการไฟฟ้านครหลวงอีกจำนวน 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 486,000 บาท เพื่อนำไปชำระหนี้ของจำเลย ขณะเดียวกันจำเลยยังได้รับเงินอีกจำนวน 564,825 บาท จากการไฟฟ้านครหลวงโดยตรง ซึ่งศาลรับฟังว่าเงินจำนวนดังกล่าวจำเลยนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนฝ่ายเดียว

ข้อเท็จจริงที่ศาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ โจทก์และบุตรไม่ได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายเงินดังกล่าวแต่อย่างใด แม้บุตรคนหนึ่งจะเป็นผู้ทุพพลภาพและต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ แต่จำเลยกลับไม่ได้นำทรัพย์สินร่วมของครอบครัวมาใช้ในการอุปการะเลี้ยงดูครอบครัวอย่างสมควร

เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยยืนยันตลอดมาว่าเงินดังกล่าวไม่ใช่สินสมรส และไม่ยินยอมแบ่งสินสมรสส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงเจตนาในการจัดการทรัพย์สินร่วมโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่าย และเป็นการใช้อำนาจจัดการสินสมรสในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินร่วมของครอบครัว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเข้าลักษณะเป็นการจัดการสินสมรสเป็นที่เสียหายถึงขนาด และเป็นการทำความเสียหายแก่สินสมรสตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ นอกจากนี้ยังเป็นกรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรสและบุตรอีกด้วย จึงเข้าเหตุแห่งการขอแยกสินสมรสตามมาตรา 1484

ศาลจึงวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิร้องขอให้แยกสินสมรสส่วนที่เหลืออยู่ออกมาเป็นส่วนของโจทก์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีการหย่าร้างก่อน เพราะมาตรา 1484 มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินร่วมของครอบครัวในขณะที่ความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างสามีภริยายังคงมีอยู่

เจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับการแยกสินสมรส

แนวคิดสำคัญของกฎหมายครอบครัวไทยคือ การสมรสก่อให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างคู่สมรส ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสจึงถือเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของครอบครัว มิใช่ทรัพย์สินของผู้หารายได้เพียงฝ่ายเดียว

อย่างไรก็ตาม กฎหมายตระหนักดีว่าบางกรณีคู่สมรสฝ่ายหนึ่งอาจใช้อำนาจจัดการสินสมรสในทางที่ไม่สุจริต หรือกระทำการที่ทำให้ทรัพย์สินของครอบครัวลดลง สูญหาย หรือเสี่ยงต่อความเสียหายอย่างร้ายแรง หากกฎหมายไม่มีมาตรการคุ้มครอง คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจได้รับความเสียหายอย่างไม่เป็นธรรม

ด้วยเหตุนี้ มาตรา 1484 จึงถูกบัญญัติขึ้นเพื่อเป็นกลไกในการป้องกันความเสียหายเชิงป้องกันล่วงหน้า กล่าวคือ เมื่อมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าผู้จัดการสินสมรสกำลังสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินร่วม ศาลสามารถสั่งแยกสินสมรสออกจากการบริหารจัดการร่วมกันได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ทรัพย์สินสูญหายจนหมดสิ้นเสียก่อน

หลักกฎหมายดังกล่าวสะท้อนแนวคิดเรื่องความเป็นธรรมในครอบครัวและการคุ้มครองประโยชน์ของสมาชิกในครอบครัวทุกคน โดยเฉพาะคู่สมรสที่มิได้เป็นผู้หารายได้หลัก และบุตรที่ยังต้องพึ่งพาการอุปการะจากบิดามารดา เพราะทรัพย์สินที่เกิดขึ้นระหว่างสมรสถือเป็นฐานะทางเศรษฐกิจร่วมของครอบครัว มิใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ที่เป็นผู้รับเงินหรือถือครองเงินอยู่เพียงฝ่ายเดียว

วิเคราะห์เชิงลึกมาตรา 1474 มาตรา 1476 และมาตรา 1484 ที่ศาลนำมาใช้วินิจฉัยคดี

คดีนี้ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำบทบัญญัติเกี่ยวกับสินสมรสมาใช้ร่วมกันหลายมาตรา โดยเฉพาะมาตรา 1474 มาตรา 1476 และมาตรา 1484 ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบในการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสและรักษาความมั่นคงของทรัพย์สินครอบครัว

มาตรา 1474 เป็นบทบัญญัติพื้นฐานที่กำหนดขอบเขตของคำว่า “สินสมรส” โดยกำหนดว่าทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรสย่อมเป็นสินสมรส เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย เช่น สินส่วนตัวที่มีอยู่ก่อนสมรส ทรัพย์สินที่ได้รับโดยทางมรดกหรือโดยเสน่หาซึ่งผู้ให้ระบุให้เป็นสินส่วนตัว หรือทรัพย์สินที่ใช้เฉพาะตัวของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

หลักการสำคัญของมาตรา 1474 คือการถือว่าคู่สมรสมีส่วนร่วมในการสร้างฐานะของครอบครัวร่วมกัน แม้ว่าฝ่ายหนึ่งจะเป็นผู้หารายได้โดยตรง แต่อีกฝ่ายหนึ่งอาจมีบทบาทในการดูแลบ้าน ดูแลบุตร หรือสนับสนุนการดำเนินชีวิตของครอบครัว จึงถือว่าความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นในระหว่างสมรสเป็นผลสำเร็จร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินชดเชย เงินค่าตอบแทนพิเศษจากการลาออก เงินค่าหุ้นสหกรณ์ และเงินโบนัสที่จำเลยได้รับ ล้วนเป็นทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในระหว่างที่การสมรสยังคงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้คู่สมรสจะสมัครใจแยกกันอยู่มานานหลายปี ก็ไม่ทำให้สถานะความเป็นสามีภริยาสิ้นสุดลง ตราบใดที่ยังมิได้จดทะเบียนหย่า ทรัพย์สินดังกล่าวจึงยังคงเป็นสินสมรสทั้งหมด

สำหรับมาตรา 1476 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักการบริหารจัดการสินสมรส โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความคล่องตัวในการดำเนินชีวิตของคู่สมรส แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลระหว่างอำนาจในการจัดการทรัพย์สินกับหน้าที่ในการคุ้มครองผลประโยชน์ร่วมของครอบครัว

แม้มาตรา 1476 จะเปิดโอกาสให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งสามารถจัดการสินสมรสบางประเภทได้โดยลำพัง แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถนำทรัพย์สินร่วมไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวอย่างไม่มีขอบเขต กฎหมายกำหนดให้ผู้จัดการสินสมรสต้องใช้ความระมัดระวังเช่นเดียวกับบุคคลผู้มีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของผู้อื่น และต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมของครอบครัวเป็นสำคัญ

เมื่อผู้จัดการสินสมรสใช้อำนาจดังกล่าวโดยไม่สุจริต หรือใช้ทรัพย์สินร่วมไปในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ครอบครัว ย่อมเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครอง และอาจนำไปสู่การใช้มาตรการตามมาตรา 1484 ได้

มาตรา 1484 เป็นกลไกสำคัญที่สุดในคดีนี้ เพราะเป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งแยกสินสมรสออกจากการบริหารจัดการร่วมกัน เมื่อปรากฏเหตุที่กฎหมายกำหนด เช่น คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งทำความเสียหายแก่สินสมรส ละเลยการอุปการะเลี้ยงดูครอบครัว หรือมีพฤติการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความหายนะแก่ทรัพย์สินร่วม

ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยในคดีนี้มิใช่เพียงการใช้เงินสินสมรสธรรมดา แต่เป็นการนำทรัพย์สินร่วมจำนวนมากไปจัดการโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของโจทก์และบุตร อีกทั้งยังปฏิเสธไม่ยอมรับสถานะของทรัพย์สินดังกล่าวว่าเป็นสินสมรส และไม่นำเงินดังกล่าวมาใช้เพื่อการอุปการะเลี้ยงดูครอบครัว จึงเป็นการกระทำที่เข้าลักษณะตามมาตรา 1484 อย่างชัดเจน

ความสำคัญของคดีต่อแนวปฏิบัติในคดีครอบครัว

คำพิพากษานี้มีคุณค่าอย่างมากต่อการปฏิบัติงานด้านกฎหมายครอบครัว เพราะแสดงให้เห็นว่าการแยกกันอยู่โดยพฤตินัยมิได้ทำให้ทรัพย์สินที่ได้มาในภายหลังกลายเป็นทรัพย์สินส่วนตัวโดยอัตโนมัติ หลายคนเข้าใจผิดว่าหากสามีภริยาแยกบ้านกันอยู่เป็นเวลานานแล้ว ทรัพย์สินที่แต่ละฝ่ายหามาได้หลังจากนั้นจะไม่เป็นสินสมรสอีกต่อไป แต่หลักกฎหมายไทยไม่ได้บัญญัติไว้เช่นนั้น

ตราบใดที่ยังไม่มีการจดทะเบียนหย่า ความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างสามีภริยายังคงมีอยู่ และทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสยังคงเป็นสินสมรสตามหลักทั่วไป เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดแจ้ง

นอกจากนี้ คดียังตอกย้ำว่าศาลให้ความสำคัญกับพฤติการณ์การใช้ทรัพย์สินร่วมของครอบครัวอย่างมาก หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งนำทรัพย์สินร่วมไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน ไม่ดูแลครอบครัว ไม่อุปการะเลี้ยงดูบุตร หรือปฏิเสธสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่าย ศาลสามารถใช้มาตรการคุ้มครองโดยการแยกสินสมรสได้ แม้ว่าการสมรสจะยังไม่สิ้นสุดก็ตาม

แนววินิจฉัยนี้จึงเป็นหลักประกันสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งสูญเสียสิทธิในทรัพย์สินร่วมของครอบครัวจากการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง และยังสะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวที่มุ่งคุ้มครองสถาบันครอบครัว ความเป็นธรรมระหว่างคู่สมรส และประโยชน์สูงสุดของสมาชิกในครอบครัวโดยรวม

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแยกสินสมรส

คำพิพากษานี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของกฎหมายครอบครัวไทยว่า แม้คู่สมรสจะยังไม่หย่าขาดจากกัน แต่กฎหมายก็มีมาตรการคุ้มครองทรัพย์สินของคู่สมรสแต่ละฝ่ายได้ หากปรากฏว่าการจัดการสินสมรสของอีกฝ่ายหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายหรือมีแนวโน้มจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ทรัพย์สินร่วมของครอบครัว

หลักการดังกล่าวมีความแตกต่างจากการแบ่งสินสมรสเมื่อหย่า เพราะการแบ่งสินสมรสภายหลังการหย่าเป็นผลจากการสิ้นสุดความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างสามีภริยา แต่การแยกสินสมรสตามมาตรา 1484 เป็นมาตรการคุ้มครองสิทธิในระหว่างที่ความเป็นสามีภริยายังคงอยู่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสียหายก่อนที่ทรัพย์สินจะสูญหายหรือถูกใช้จนหมดไป

สาระสำคัญของแนววินิจฉัยในคดีนี้จึงอยู่ที่การให้ความสำคัญกับ “พฤติการณ์ในการจัดการทรัพย์สิน” มากกว่าการพิจารณาเพียงว่าใครเป็นผู้ได้รับเงินหรือใครเป็นผู้ถือครองเงินอยู่ในขณะนั้น เพราะแม้จำเลยจะเป็นผู้ได้รับเงินจากการลาออกจากงานโดยตรง แต่เมื่อเงินดังกล่าวเป็นสินสมรสแล้ว จำเลยย่อมมีหน้าที่ต้องจัดการทรัพย์สินนั้นโดยคำนึงถึงสิทธิของโจทก์และประโยชน์ของครอบครัวร่วมกัน

ศาลฎีกายังแสดงให้เห็นถึงหลักการสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ สิทธิในการจัดการสินสมรสไม่ใช่สิทธิเด็ดขาด แต่เป็นสิทธิที่ต้องอยู่ภายใต้หลักความสุจริต ความระมัดระวัง และความรับผิดชอบต่อครอบครัว หากผู้จัดการสินสมรสนำทรัพย์สินไปใช้ในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายครอบครัว ย่อมเป็นเหตุให้ศาลเข้ามาแทรกแซงเพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายได้

เมื่อพิจารณาในเชิงนโยบายกฎหมาย จะเห็นได้ว่ามาตรา 1484 ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างสิทธิในการจัดการทรัพย์สินกับการคุ้มครองผลประโยชน์ร่วมของครอบครัว หากไม่มีมาตรการดังกล่าว คู่สมรสฝ่ายหนึ่งอาจนำทรัพย์สินร่วมไปใช้จนหมดสิ้น แล้วอีกฝ่ายหนึ่งจึงค่อยดำเนินการฟ้องร้องภายหลัง ซึ่งอาจสายเกินไปและไม่สามารถเยียวยาความเสียหายได้อย่างแท้จริง

คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างของการใช้มาตรการเชิงป้องกันมากกว่าการเยียวยาภายหลัง กล่าวคือ ศาลเข้ามาคุ้มครองสิทธิของโจทก์ตั้งแต่ในขณะที่ยังมีทรัพย์สินเหลืออยู่ และเปิดโอกาสให้โจทก์สามารถจัดการทรัพย์สินในส่วนของตนได้โดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้นในอนาคต

หลักกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูคู่สมรสและบุตรที่เชื่อมโยงกับการแยกสินสมรส

แม้ประเด็นหลักของคดีจะเป็นเรื่องการแยกสินสมรส แต่ศาลฎีกาได้ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเรื่องการอุปการะเลี้ยงดูครอบครัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกรณีที่จำเลยได้รับเงินสินสมรสจำนวนมาก แต่กลับไม่นำเงินดังกล่าวมาใช้ในการดูแลโจทก์และบุตร

กฎหมายครอบครัวไทยถือว่าการสมรสก่อให้เกิดหน้าที่ร่วมกันระหว่างสามีและภริยา ทั้งในด้านการอยู่ร่วมกัน การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และการอุปการะเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว หน้าที่ดังกล่าวไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงเพราะคู่สมรสแยกกันอยู่ หากยังมิได้มีการหย่าร้างหรือมีคำสั่งศาลให้ความสัมพันธ์ทางกฎหมายสิ้นสุดลง

ในคดีนี้ศาลรับฟังว่าบุตรคนหนึ่งเป็นผู้ทุพพลภาพและยังต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จำเลยได้รับทรัพย์สินจำนวนมากจากการลาออกจากงาน แต่กลับไม่นำเงินดังกล่าวมาใช้เพื่อประโยชน์ของครอบครัว อีกทั้งยังปฏิเสธสิทธิของโจทก์ในสินสมรสที่เหลืออยู่

ข้อเท็จจริงดังกล่าวมีน้ำหนักอย่างยิ่งในการพิจารณาว่าจำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะคู่สมรสและบิดาของบุตรโดยชอบหรือไม่ เพราะแม้กฎหมายจะให้อำนาจในการจัดการสินสมรสแก่คู่สมรสแต่ละฝ่ายในบางกรณี แต่การใช้อำนาจนั้นต้องไม่ขัดต่อหน้าที่พื้นฐานในการดูแลครอบครัว

ศาลฎีกาจึงมิได้พิจารณาเฉพาะเรื่องทรัพย์สินในเชิงตัวเลขเท่านั้น แต่ยังพิจารณาพฤติการณ์โดยรวมของจำเลยว่ามีลักษณะละเลยต่อครอบครัว และใช้ทรัพย์สินร่วมในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสถาบันครอบครัวตามที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง

แนววินิจฉัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการพิจารณาคดีครอบครัวมิได้มุ่งวิเคราะห์เฉพาะสิทธิทางทรัพย์สินอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิในทรัพย์สินกับหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัวประกอบกันด้วย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคู่สมรสที่เสียเปรียบทางเศรษฐกิจและบุตรที่ยังต้องพึ่งพาการอุปการะจากบิดามารดา

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินชดเชย เงินตอบแทนพิเศษจากการลาออก เงินค่าหุ้นสหกรณ์ และเงินอื่นที่จำเลยได้รับในระหว่างที่การสมรสยังคงมีผลตามกฎหมาย เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย เมื่อปรากฏว่าจำเลยนำทรัพย์สินร่วมจำนวนมากไปจัดการและใช้ประโยชน์โดยลำพัง อีกทั้งไม่ยินยอมแบ่งสินสมรสและไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์กับบุตรตามสมควร จึงถือว่ามีพฤติการณ์เป็นการจัดการสินสมรสในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ศาลจึงพิพากษาให้แยกสินสมรสจำนวน 610,670 บาท ออกเป็นส่วนของโจทก์ ส่วนคำขออื่นให้ยก

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวตรวจสำนวนและพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วเห็นพ้องกับข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า เงินพิพาททั้งหมดเป็นสินสมรส และพฤติการณ์ของจำเลยเข้าลักษณะตามที่กฎหมายกำหนดให้คู่สมรสอีกฝ่ายสามารถร้องขอแยกสินสมรสได้ การที่จำเลยจัดการทรัพย์สินร่วมโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของโจทก์และประโยชน์ของครอบครัว ย่อมเป็นเหตุอันสมควรให้มีการคุ้มครองสิทธิของโจทก์ ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยยืนยันว่า แม้โจทก์และจำเลยจะแยกกันอยู่มานานหลายปี แต่เมื่อยังมิได้จดทะเบียนหย่า ความเป็นสามีภริยาตามกฎหมายยังคงอยู่ ทรัพย์สินที่จำเลยได้รับในระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรสทั้งหมด นอกจากนี้การที่จำเลยนำเงินสินสมรสจำนวนมากไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน ชำระหนี้ที่โจทก์ไม่ได้มีส่วนรับรู้ และไม่นำทรัพย์สินดังกล่าวมาใช้เพื่อการอุปการะเลี้ยงดูครอบครัว ถือเป็นการจัดการสินสมรสที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่เปิดโอกาสให้คู่สมรสอีกฝ่ายขอแยกสินสมรสได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสอง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญว่า การแยกกันอยู่โดยพฤตินัยไม่ทำให้สถานะความเป็นสามีภริยาสิ้นสุดลง และไม่ทำให้ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างนั้นกลายเป็นสินส่วนตัวโดยอัตโนมัติ ตราบใดที่ยังไม่มีการจดทะเบียนหย่า ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสยังคงเป็นสินสมรสตามหลักกฎหมายทั่วไป

นอกจากนี้ อำนาจในการจัดการสินสมรสของคู่สมรสแต่ละฝ่ายมิใช่อำนาจเด็ดขาด แต่เป็นอำนาจที่ต้องใช้อย่างสุจริต รอบคอบ และคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมของครอบครัว หากคู่สมรสฝ่ายใดนำทรัพย์สินร่วมไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือมีพฤติการณ์ที่ทำให้ทรัพย์สินร่วมเสื่อมเสีย สูญหาย หรือได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ย่อมเป็นเหตุให้ศาลมีอำนาจเข้ามาคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายได้

สาระสำคัญของคำพิพากษานี้จึงอยู่ที่การยืนยันว่า มาตรการแยกสินสมรสเป็นกลไกเชิงป้องกันที่กฎหมายจัดไว้เพื่อรักษาทรัพย์สินของครอบครัวก่อนที่จะเกิดความเสียหายจนไม่อาจเยียวยาได้ในภายหลัง และเป็นเครื่องมือสำคัญในการคุ้มครองคู่สมรสที่เสียเปรียบทางเศรษฐกิจจากการใช้อำนาจจัดการทรัพย์สินของอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่ชอบ

ในเชิงนิติปรัชญา คดีนี้สะท้อนแนวคิดว่าความเป็นเจ้าของในสินสมรสมิใช่เพียงเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน แต่เป็นเรื่องความรับผิดชอบร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว ผู้ที่มีอำนาจครอบครองหรือบริหารทรัพย์สินย่อมต้องปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวโดยคำนึงถึงประโยชน์ของคู่สมรส บุตร และสถาบันครอบครัวโดยรวม มิฉะนั้นกฎหมายย่อมเข้ามาจำกัดหรือควบคุมการใช้อำนาจนั้นเพื่อรักษาความเป็นธรรมและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัว

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสในสินสมรส และการใช้อำนาจของศาลในการสั่งแยกสินสมรสเมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจัดการทรัพย์สินร่วมในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ครอบครัว โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้สามีภริยาจะแยกกันอยู่เป็นเวลานาน แต่เมื่อยังมิได้จดทะเบียนหย่า ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสยังคงเป็นสินสมรส และหากคู่สมรสฝ่ายใดนำสินสมรสไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่อุปการะเลี้ยงดูครอบครัว ย่อมเป็นเหตุให้ศาลสั่งแยกสินสมรสได้

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474

เป็นบทบัญญัติที่กำหนดความหมายและขอบเขตของสินสมรส โดยวางหลักว่าทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรสย่อมเป็นสินสมรส เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายบัญญัติไว้ คดีนี้ศาลนำมาตราดังกล่าวมาใช้วินิจฉัยว่า เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินชดเชย เงินตอบแทนพิเศษจากการลาออก เงินค่าหุ้นสหกรณ์ และเงินโบนัสที่จำเลยได้รับ ล้วนเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสทั้งสิ้น แม้คู่สมรสจะไม่ได้อยู่ร่วมกันแล้วก็ตาม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476

เป็นบทบัญญัติที่กำหนดอำนาจและหน้าที่ในการจัดการสินสมรสของคู่สมรส โดยแม้กฎหมายจะให้อำนาจจัดการสินสมรสได้ในหลายกรณี แต่ผู้จัดการสินสมรสต้องใช้อำนาจด้วยความสุจริตและระมัดระวัง ไม่กระทำการที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินร่วมของครอบครัว คดีนี้ศาลเห็นว่าจำเลยใช้อำนาจจัดการสินสมรสในลักษณะที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของโจทก์และบุตร

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1484

เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลสั่งแยกสินสมรสได้ เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีพฤติการณ์ทำความเสียหายแก่สินสมรส ไม่อุปการะเลี้ยงดูครอบครัว หรือมีเหตุอื่นตามที่กฎหมายกำหนด คดีนี้ศาลวินิจฉัยว่าการที่จำเลยนำเงินสินสมรสจำนวนมากไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว และไม่ดูแลโจทก์กับบุตร เป็นเหตุเพียงพอให้โจทก์ร้องขอแยกสินสมรสได้

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้

สินสมรส

หัวใจสำคัญประการแรกของคดีคือการวินิจฉัยว่าเงินที่ได้รับจากการลาออกจากงาน เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินชดเชย เงินโบนัส และเงินค่าหุ้นสหกรณ์ เป็นสินสมรสหรือไม่ ศาลฎีกายืนยันหลักกฎหมายว่า หากทรัพย์สินดังกล่าวได้มาในระหว่างที่การสมรสยังคงมีผลตามกฎหมาย ย่อมเป็นสินสมรส แม้คู่สมรสจะแยกกันอยู่มาเป็นเวลานานก็ตาม

แยกสินสมรส

หัวใจสำคัญประการที่สองของคดีคือสิทธิของคู่สมรสในการร้องขอให้ศาลแยกสินสมรสออกจากการบริหารจัดการร่วมกัน เมื่อปรากฏว่าคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งนำทรัพย์สินร่วมไปใช้ในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ครอบครัวหรือไม่คำนึงถึงสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่ง ศาลฎีกายืนยันว่ามาตรา 1484 มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสียหายล่วงหน้าและคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสที่ได้รับผลกระทบจากการจัดการสินสมรสโดยมิชอบ

สาระสำคัญที่ได้รับจากคดีนี้คือ การเป็นผู้มีรายได้หรือเป็นผู้ได้รับเงินโดยตรงไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นแต่เพียงผู้เดียวเสมอไป หากทรัพย์สินดังกล่าวได้มาในระหว่างสมรส ย่อมอยู่ภายใต้หลักสินสมรส และผู้จัดการสินสมรสต้องใช้อำนาจโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมของครอบครัว มิใช่ผลประโยชน์ส่วนตนเพียงฝ่ายเดียว หากฝ่าฝืนหลักการดังกล่าว ศาลย่อมมีอำนาจใช้มาตรการแยกสินสมรสเพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้

อธิบายหลักกฎหมายเรื่องขอแยกสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474

มาตรา 1474 เป็นบทบัญญัติพื้นฐานที่สุดของกฎหมายครอบครัวเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา เพราะเป็นมาตราที่กำหนดว่าทรัพย์สินประเภทใดถือเป็นสินสมรส ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพิจารณาว่าคู่สมรสแต่ละฝ่ายมีสิทธิในทรัพย์สินนั้นเพียงใด หลักสำคัญของมาตรานี้คือ ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรสย่อมเป็นสินสมรส เว้นแต่จะเป็นสินส่วนตัวตามที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ

เจตนารมณ์ของกฎหมายมีพื้นฐานมาจากแนวคิดว่าการดำรงชีวิตสมรสเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจของคู่สมรส แม้สามีหรือภริยาฝ่ายหนึ่งจะเป็นผู้หารายได้โดยตรง แต่อีกฝ่ายหนึ่งอาจมีบทบาทในการดูแลบ้าน ดูแลบุตร หรือสนับสนุนการทำงานของอีกฝ่ายหนึ่ง จึงถือว่าทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในระหว่างสมรสเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของครอบครัว มิใช่เป็นของผู้หารายได้แต่เพียงฝ่ายเดียว

ในทางปฏิบัติมักเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับเงินเดือน โบนัส เงินชดเชย เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินตอบแทนจากการทำงาน เงินค่าหุ้นสหกรณ์ หรือทรัพย์สินอื่นที่ได้มาจากการประกอบอาชีพของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง โดยมีการอ้างว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของผู้ที่ทำงานหาเงินมาแต่เพียงผู้เดียว อย่างไรก็ตาม หลักกฎหมายตามมาตรา 1474 ถือว่าหากสิทธิในทรัพย์สินนั้นเกิดขึ้นในระหว่างสมรส ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมเป็นสินสมรสโดยหลัก เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย

คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้มาตรา 1474 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คู่สมรสจะแยกกันอยู่มานานหลายปี แต่เมื่อยังมิได้จดทะเบียนหย่า ความเป็นสามีภริยายังคงมีอยู่ตามกฎหมาย เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินชดเชย เงินตอบแทนพิเศษจากการลาออก เงินค่าหุ้นสหกรณ์ และเงินโบนัสที่จำเลยได้รับ จึงยังคงเป็นสินสมรสทั้งหมด โจทก์ย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวร่วมกับจำเลย

อธิบายหลักกฎหมายเรื่องขอแยกสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476

มาตรา 1476 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักการบริหารจัดการสินสมรส โดยวางหลักให้คู่สมรสมีอำนาจจัดการสินสมรสได้ในหลายกรณีเพื่อความคล่องตัวในการดำเนินชีวิตประจำวันและการบริหารจัดการทรัพย์สินของครอบครัว แต่ในขณะเดียวกันกฎหมายก็วางข้อจำกัดสำคัญไว้ว่า การใช้อำนาจดังกล่าวต้องเป็นไปโดยสุจริต รอบคอบ และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินร่วม

เจตนารมณ์ของมาตรานี้มิได้มุ่งให้คู่สมรสฝ่ายใดมีอำนาจเหนือทรัพย์สินร่วมอย่างเด็ดขาด หากแต่ต้องการสร้างสมดุลระหว่างความสะดวกในการจัดการทรัพย์สินกับการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะสินสมรสเป็นทรัพย์สินร่วมที่กฎหมายถือว่าทั้งสองฝ่ายมีส่วนได้เสียร่วมกัน

การจัดการสินสมรสที่ชอบด้วยกฎหมายจึงต้องคำนึงถึงประโยชน์ของครอบครัวเป็นสำคัญ เช่น การนำทรัพย์สินไปใช้เพื่อค่าใช้จ่ายในครอบครัว การศึกษาของบุตร การรักษาพยาบาล หรือการลงทุนที่สมเหตุสมผลเพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินของครอบครัว แต่หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งนำสินสมรสไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือดำเนินการในลักษณะที่ทำให้ทรัพย์สินร่วมลดลงหรือสูญหาย การกระทำดังกล่าวอาจถือเป็นการจัดการสินสมรสที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ในคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาว่าจำเลยนำเงินสินสมรสจำนวนมากไปจัดการและใช้ประโยชน์โดยลำพัง อีกทั้งยังไม่นำทรัพย์สินดังกล่าวมาใช้เพื่ออุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตร การกระทำดังกล่าวจึงไม่สอดคล้องกับหน้าที่ของผู้จัดการสินสมรสตามมาตรา 1476 และเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การใช้มาตรการคุ้มครองตามมาตรา 1484 ในลำดับต่อมา

อธิบายหลักกฎหมายเรื่องขอแยกสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1484

มาตรา 1484 เป็นบทบัญญัติสำคัญที่ให้อำนาจศาลเข้ามาคุ้มครองคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจากการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่สินสมรส โดยเปิดโอกาสให้คู่สมรสร้องขอต่อศาลเพื่อแยกสินสมรสออกจากการจัดการร่วมกันได้ แม้ว่าการสมรสจะยังไม่สิ้นสุดลงก็ตาม

เจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรานี้เป็นการป้องกันความเสียหายล่วงหน้า มิใช่รอให้ทรัพย์สินสูญหายหมดสิ้นแล้วจึงค่อยให้สิทธิฟ้องร้องในภายหลัง เพราะในหลายกรณีหากปล่อยให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งบริหารจัดการทรัพย์สินต่อไป ความเสียหายอาจเกิดขึ้นจนไม่สามารถแก้ไขหรือเยียวยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เหตุที่กฎหมายเปิดโอกาสให้มีการแยกสินสมรสได้ ได้แก่ กรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งทำความเสียหายแก่สินสมรส จัดการสินสมรสโดยไม่สุจริต ไม่อุปการะเลี้ยงดูครอบครัว ก่อหนี้สินจำนวนมากจนกระทบต่อทรัพย์สินร่วม หรือมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าหากปล่อยให้จัดการสินสมรสต่อไปอาจเกิดความหายนะแก่ทรัพย์สินของครอบครัว

ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยนำเงินสินสมรสจำนวนมากไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน ไม่แบ่งปันผลประโยชน์ให้โจทก์ ไม่อุปการะเลี้ยงดูครอบครัว และปฏิเสธสิทธิของโจทก์ในสินสมรสที่เหลืออยู่ พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นการทำความเสียหายแก่สินสมรส และเป็นเหตุสมควรให้ศาลใช้มาตรการแยกสินสมรสตามมาตรา 1484

หลักกฎหมายสำคัญที่ได้จากคดีนี้คือ การแยกสินสมรสไม่ใช่การหย่าร้างและไม่ใช่การแบ่งทรัพย์สินภายหลังการสิ้นสุดการสมรส แต่เป็นมาตรการคุ้มครองสิทธิในระหว่างที่การสมรสยังคงมีอยู่ เพื่อรักษาทรัพย์สินของครอบครัวและป้องกันมิให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจเหนือทรัพย์สินร่วมจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งหรือสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะในกรณีที่มีบุตรหรือบุคคลที่ยังต้องได้รับการอุปการะเลี้ยงดูอยู่ด้วย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม การแยกกันอยู่เป็นเวลานานทำให้ทรัพย์สินที่ได้มาภายหลังไม่เป็นสินสมรสใช่หรือไม่

คำตอบ การแยกกันอยู่โดยข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้สถานะความเป็นสามีภริยาตามกฎหมายสิ้นสุดลง ตราบใดที่คู่สมรสยังมิได้จดทะเบียนหย่าหรือยังไม่มีเหตุให้การสมรสสิ้นสุดลงตามกฎหมาย ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างนั้นยังคงเป็นสินสมรสตามหลักทั่วไปของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้ว่าคู่สมรสจะไม่ได้อยู่ร่วมบ้านเดียวกันหรือไม่ได้ติดต่อกันมาเป็นเวลานานก็ตาม หลักสำคัญอยู่ที่สถานะทางกฎหมายของการสมรส มิใช่ข้อเท็จจริงเรื่องการอยู่อาศัยร่วมกัน ดังนั้น เงินเดือน โบนัส เงินชดเชย เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือทรัพย์สินอื่นที่ได้มาในระหว่างสมรส ย่อมมีโอกาสถูกพิจารณาให้เป็นสินสมรสได้ หากไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย การที่ฝ่ายใดเป็นผู้ทำงานหรือเป็นผู้ได้รับเงินโดยตรงไม่ได้หมายความว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นของฝ่ายนั้นเพียงผู้เดียวเสมอไป เพราะกฎหมายถือว่าคู่สมรสมีส่วนร่วมในการสร้างฐานะของครอบครัวร่วมกัน

2 คำถาม เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินชดเชย และเงินโบนัส ถือเป็นสินสมรสหรือไม่

คำตอบ โดยหลักแล้วเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินชดเชยจากการทำงาน เงินตอบแทนพิเศษจากการลาออก โบนัส หรือผลประโยชน์ที่เกิดจากการทำงานในระหว่างสมรส มักถือเป็นสินสมรส หากสิทธิได้รับเงินดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การสมรสยังมีผลตามกฎหมาย เหตุผลสำคัญคือทรัพย์สินดังกล่าวถือเป็นผลตอบแทนจากการประกอบอาชีพในระหว่างชีวิตสมรส ซึ่งกฎหมายมองว่าเป็นผลประโยชน์ร่วมของครอบครัว ไม่ใช่เฉพาะของผู้มีรายได้ฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวจะต้องดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี รวมถึงพิจารณาว่าเข้าหลักเกณฑ์ของสินส่วนตัวตามที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือไม่ หากไม่เข้าข้อยกเว้นดังกล่าว ทรัพย์สินนั้นย่อมตกอยู่ภายใต้ระบบสินสมรสและคู่สมรสอีกฝ่ายย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินนั้นตามกฎหมาย

3 คำถาม คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีสิทธิจัดการสินสมรสได้โดยลำพังหรือไม่

คำตอบ กฎหมายเปิดโอกาสให้คู่สมรสสามารถจัดการสินสมรสบางประเภทได้โดยลำพังเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินชีวิตและการบริหารทรัพย์สินของครอบครัว แต่การใช้อำนาจดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้หลักความสุจริต ความระมัดระวัง และต้องคำนึงถึงประโยชน์ร่วมของครอบครัวเป็นสำคัญ ผู้จัดการสินสมรสไม่อาจถือเอาความเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้มีรายได้มาเป็นเหตุในการใช้ทรัพย์สินร่วมเพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ หากมีการใช้ทรัพย์สินร่วมอย่างไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือมีพฤติการณ์ที่อาจทำให้ทรัพย์สินของครอบครัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ศาลอาจเข้ามาคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ผ่านกลไกทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการแยกสินสมรสในกรณีที่มีเหตุอันสมควร

4 คำถาม กรณีใดบ้างที่สามารถยื่นคำร้องขอแยกสินสมรสได้

คำตอบ การขอแยกสินสมรสเป็นมาตรการคุ้มครองทรัพย์สินของครอบครัวในระหว่างที่การสมรสยังคงอยู่ โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นเมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีพฤติการณ์ที่ก่อให้เกิดหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่สินสมรส เช่น นำทรัพย์สินร่วมไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงครอบครัว ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนทรัพย์สินร่วมลดลงอย่างมาก ไม่อุปการะเลี้ยงดูคู่สมรสหรือบุตร ก่อหนี้สินจำนวนมากจนกระทบต่อฐานะของครอบครัว หรือมีการบริหารจัดการทรัพย์สินโดยขาดความสุจริต หลักสำคัญคือศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมว่าหากปล่อยให้คู่สมรสฝ่ายนั้นบริหารจัดการสินสมรสต่อไป จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินร่วมของครอบครัวหรือไม่ หากเห็นว่ามีเหตุสมควร ศาลย่อมมีอำนาจสั่งแยกสินสมรสเพื่อคุ้มครองสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่งได้

5 คำถาม การแยกสินสมรสถือเป็นการหย่าหรือไม่

คำตอบ การแยกสินสมรสกับการหย่าเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง การหย่าเป็นการทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาสิ้นสุดลงตามกฎหมาย ขณะที่การแยกสินสมรสเป็นเพียงมาตรการเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพย์สินร่วมของคู่สมรสเท่านั้น แม้ศาลจะมีคำสั่งให้แยกสินสมรสแล้ว คู่สมรสทั้งสองฝ่ายก็ยังคงมีสถานะเป็นสามีภริยาตามกฎหมายเช่นเดิม ยังมีสิทธิและหน้าที่ในเรื่องอื่นตามกฎหมายครอบครัวอยู่ครบถ้วน การแยกสินสมรสมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสียหายแก่ทรัพย์สินร่วมและคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ มิใช่เพื่อยุติความสัมพันธ์ทางครอบครัว ดังนั้น การมีคำสั่งแยกสินสมรสจึงไม่ทำให้สิทธิหน้าที่เกี่ยวกับความเป็นสามีภริยาสิ้นสุดลง และไม่ถือเป็นเหตุให้การสมรสสิ้นผลตามกฎหมาย

6 คำถาม หากคู่สมรสอีกฝ่ายไม่นำเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว สามารถใช้เป็นเหตุขอแยกสินสมรสได้หรือไม่

คำตอบ การไม่อุปการะเลี้ยงดูครอบครัวอาจเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ศาลนำมาประกอบการพิจารณาว่ามีเหตุสมควรให้แยกสินสมรสหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีรายได้หรือมีทรัพย์สินร่วมจำนวนมาก แต่กลับนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่คู่สมรสอีกฝ่ายหรือบุตรต้องประสบปัญหาด้านการดำรงชีพ ศาลอาจมองว่าพฤติการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงการใช้สิทธิในการจัดการสินสมรสโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของครอบครัว และอาจถือเป็นการทำความเสียหายแก่สินสมรสได้ อย่างไรก็ตาม ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยละเอียด ทั้งพฤติการณ์การใช้เงิน รายได้ ภาระหน้าที่ และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อครอบครัวประกอบกัน มิใช่พิจารณาจากเหตุใดเหตุหนึ่งโดยลำพัง

7 คำถาม ศาลพิจารณาอย่างไรว่าเป็นการทำความเสียหายแก่สินสมรส

คำตอบ การพิจารณาว่าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งทำความเสียหายแก่สินสมรสหรือไม่นั้น ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม ไม่ได้จำกัดเฉพาะกรณีที่มีการยักยอกหรือโอนทรัพย์สินออกไปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการใช้จ่ายที่ไม่สมเหตุสมผล การนำทรัพย์สินร่วมไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนอย่างต่อเนื่อง การละเลยหน้าที่ต่อครอบครัว การบริหารทรัพย์สินโดยปราศจากความระมัดระวัง หรือการกระทำอื่นที่ส่งผลให้ทรัพย์สินร่วมของครอบครัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ศาลจะพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อหน้าที่ของผู้จัดการสินสมรสหรือไม่ และก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหรือสมาชิกในครอบครัวเพียงใด หากเห็นว่ามีความเสียหายหรือมีความเสี่ยงร้ายแรงต่อทรัพย์สินร่วม ศาลย่อมสามารถใช้มาตรการคุ้มครองตามกฎหมายได้

8 คำถาม ประโยชน์สำคัญที่สุดของการแยกสินสมรสคืออะไร

คำตอบ ประโยชน์สำคัญที่สุดของการแยกสินสมรสคือการคุ้มครองทรัพย์สินของครอบครัวก่อนที่จะเกิดความเสียหายจนยากแก่การเยียวยาในภายหลัง กฎหมายมิได้มุ่งหมายให้คู่สมรสต้องรอจนทรัพย์สินถูกใช้หมด สูญหาย หรือถูกโอนไปจนไม่สามารถติดตามกลับคืนมาได้ แต่เปิดโอกาสให้ศาลเข้ามาป้องกันปัญหาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เมื่อปรากฏว่าการจัดการทรัพย์สินของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีความเสี่ยงต่อความเสียหายของสินสมรส การแยกสินสมรสจึงเป็นมาตรการเชิงป้องกันที่ช่วยรักษาฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว คุ้มครองสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง และช่วยให้ทรัพย์สินส่วนที่เหลือยังคงถูกใช้เพื่อประโยชน์ของครอบครัวและบุตรได้อย่างเหมาะสมตามเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัว

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3392/2548 

จำเลยกับโจทก์สมัครใจแยกกันอยู่ แต่เมื่อยังมิได้จดทะเบียนหย่ากัน จำเลยกับโจทก์จึงยังมีฐานะเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาในระหว่างสมรสย่อมเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานการไฟฟ้านครหลวง เงินชดเชย เงินค่าตอบแทนพิเศษเนื่องจากการลาออก เงินค่าหุ้นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ และเงินโบนัส ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรส

การจัดการสินสมรสนอกจากกรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 วรรคหนึ่ง จำเลยหรือโจทก์ซึ่งเป็นสามีภริยาย่อมมีอำนาจจัดการได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง แต่การจัดการสินสมรสจะต้องจัดการด้วยความระมัดระวังไม่ให้เป็นที่เสียหายและต้องไม่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความเสียหายแก่สินสมรสตามมาตรา 1476 วรรคสอง และมาตรา 1484 (1) (5)

จำเลยเป็นฝ่ายจัดการสินสมรส แต่จำเลยมอบอำนาจให้สหกรณ์ออมทรัพย์รับเงินค่าตอบแทนพิเศษ เงินชดเชย เงินโบนัส และเงินได้อื่น ๆ ที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากการไฟฟ้านครหลวง รวมทั้งเงินค่าหุ้นของจำเลยในสหกรณ์ออมทรัพย์ชำระหนี้จำนองโดยโจทก์มิได้รู้เห็นหรือให้สัตยาบันในหนี้จำนองส่วนนี้ และสหกรณ์ออมทรัพย์ได้รับเงินค่าหุ้นของจำเลย 186,000 บาท และรับเงินจากการไฟฟ้านครหลวง 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 486,000 บาท นำมาชำระหนี้จำนองของจำเลยบางส่วนแล้ว จำเลยยังได้รับเงิน 564,825 บาท ไปจากการไฟฟ้านครหลวงอีกด้วย ซึ่งเงินจำนวนหลังนี้จำเลยได้นำไปใช้เพื่อประโยชน์ของจำเลยฝ่ายเดียวโดยโจทก์และบุตรมิได้รับการช่วยเหลือเลี้ยงดูจากจำเลย คงเหลือเงินสินสมรสอยู่เพียง 1,221,340 บาท ถือได้ว่าเป็นการจัดการสินสมรสเป็นที่เสียหายถึงขนาด และทำความเสียหายให้แก่สินสมรส รวมทั้งไม่นำเงินสินสมรสนั้นมาอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ด้วย โจทก์จึงมีเหตุสมควรร้องขอให้แยกสินสมรสได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1484 (1) (2) (5)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2516 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือนายนพรัตน์ รอดเลี้ยง อายุ 27 ปี และนายนัทธี รอดเลี้ยง อายุ 22 ปี ซึ่งเป็นคนทุพพลภาพ โจทก์เป็นแม่บ้าน ส่วนจำเลยเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจทำงานที่การไฟฟ้านครหลวง ปี 2526 จำเลยแยกไปอยู่กินฉันสามีภริยากับหญิงอื่นแต่ยังคงอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรทั้งสองบ้าง จนกระทั่งปี 2543 จำเลยไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตร จำเลยได้ลาออกจากการไฟฟ้านครหลวงเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2544 เป็นการลาออกก่อนเกษียณอายุ จำเลยได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 1,020,000 บาท เงินชดเชยจำนวน 6 เท่าของเงินเดือนสุดท้ายเป็นเงิน 172,890 บาท เงินจากการลาออกตามโครงการร่วมใจจากการไฟฟ้านครหลวงจำนวน 864,450 บาท เงินค่าหุ้นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง จำกัด จำนวน 184,000 บาท (ที่ถูก 186,000) รวมเป็นเงิน 2,241,340 บาท เงินดังกล่าวเป็นสินสมรส โจทก์ขอแบ่งเพื่อเก็บไว้เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรซึ่งเป็นคนทุพพลภาพ จำเลยเพิกเฉยและไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรซึ่งทุพพลภาพอีกต่อไป จำเลยมีพฤติการณ์ชอบเที่ยวและติดพันนักร้อง หากให้จำเลยจัดการสินสมรสทั้งหมดตามลำพังอาจทำความหายนะให้แก่สินสมรสได้ ขณะนี้มีสินสมรสเหลือเพียง 1,221,340 บาท โจทก์ขอแยกส่วนของโจทก์กึ่งหนึ่งออกมาจัดการเองเป็นเงิน 610,670 บาท ขอให้บังคับจำเลยแบ่งสินสมรสให้โจทก์จำนวน 610,670 บาท และให้โจทก์เป็นผู้จัดการสินสมรสดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียวกับให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

จำเลยให้การว่า จำเลยจดทะเบียนสมรสกับโจทก์เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2516 มีบุตรด้วยกัน 2 คน จำเลยหาเลี้ยงครอบครัวแต่ผู้เดียว โจทก์ไม่ให้ความเคารพและให้เกียรติจำเลยโดยจะหาเหตุทะเลาะกับจำเลยเสมอ เป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถทนอยู่กับโจทก์ได้ จึงได้แยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 2526 แต่จำเลยยังอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองและช่วยเหลือโจทก์ตามสมควร จำเลยประกอบกิจการร้านอาหารโดยได้กู้ยืมเงินจากบุคคลอื่น จำนวน 2,000,000 บาท กู้ยืมจากสหกรณ์ออมทรัพย์สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจไฟฟ้านครหลวง จำกัด จำนวน 900,000 บาทเศษ เงินที่ได้จากการลาออกจากการไฟฟ้านครหลวงไม่เป็นสินสมรส จำเลยทำสัญญายกเงินที่ได้จากการลาออกชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง จำกัด ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2544 จำเลยไม่ได้นำเงินที่ได้จากการลาออกไปลงทุนค้าขายกับหญิงอื่น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แยกสินสมรสจำนวน 610,670 บาท ออกเป็นส่วนของโจทก์ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2516 มีบุตรด้วยกัน 2 คน จำเลยทำงานที่การไฟฟ้านครหลวง ส่วนโจทก์เป็นแม่บ้าน ต่อมาปี 2526 โจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่ ปี 2544 จำเลยลาออกจากการไฟฟ้านครหลวงและได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานการไฟฟ้านครหลวงจำนวน 1,020,000 บาท เงินชดเชย 6 เท่าของเงินเดือนเดือนสุดท้ายเป็นเงิน 172,890 บาท เงินตอบแทนพิเศษเนื่องจากการลาออกจากโครงการร่วมใจจากการไฟฟ้านครหลวง 30 เท่าของเงินเดือนสุดท้ายเป็นเงิน 864,450 บาท เงินค่าหุ้นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง จำกัด จำนวน 186,000 บาท เงินโบนัส 1 เดือนจำนวน 28,815 บาท รวมเป็นเงิน 2,272,155 บาท ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าเงินพิพาทที่จำเลยได้รับเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยกับโจทก์สมัครใจแยกกันอยู่ แต่เมื่อยังมิได้จดทะเบียนหย่ากัน จำเลยกับโจทก์ก็ยังคงมีฐานะเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาในระหว่างสมรสย่อมเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานการไฟฟ้านครหลวง เงินชดเชย เงินค่าตอบแทนพิเศษเนื่องจากการลาออก เงินค่าหุ้นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์และเงินโบนัส รวมเป็นเงิน 2,272,155 บาท จึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้มาระหว่างสมรส ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลย โจทก์จึงย่อมมีสิทธิในจำนวนเงินพิพาทดังกล่าวร่วมกับจำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า มีเหตุสมควรแยกสินสมรสดังกล่าวให้โจทก์มีอำนาจจัดการหรือไม่ เห็นว่า การจัดการสินสมรสนอกจากกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 วรรคหนึ่ง จำเลยหรือโจทก์ย่อมมีอำนาจจัดการได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง แต่การจัดการสินสมรสจะต้องจัดการด้วยความระมัดระวังไม่ให้เป็นที่เสียหายและต้องไม่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความเสียหายแก่สินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 วรรคสอง และมาตรา 1484 (1) (5) เมื่อได้ความว่าจำเลยเป็นฝ่ายจัดการสินสมรส แต่การที่จำเลยมอบอำนาจให้สหกรณ์ออมทรัพย์สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง จำกัด รับเงินค่าตอบแทนพิเศษ เงินชดเชย เงินโบนัส และเงินได้อื่น ๆ ที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากการไฟฟ้านครหลวง รวมทั้งเงินค่าหุ้นของจำเลยในสหกรณ์ออมทรัพย์ชำระหนี้จำนองโดยโจทก์มิได้รู้เห็นหรือให้สัตยาบันในหนี้จำนองส่วนนี้ และสหกรณ์ออมทรัพย์สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง จำกัด ได้รับเงินค่าหุ้นของจำเลยจำนวน 186,000 บาท และรับเงินจากการไฟฟ้านครหลวงจำนวน 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 486,000 บาท นำมาชำระหนี้จำนองของจำเลยบางส่วนแล้ว ปรากฏว่าจำเลยยังได้รับเงินจำนวน 564,825 บาท ไปจากการไฟฟ้านครหลวงอีกแล้วด้วย ซึ่งเงินจำนวนหลังนี้จำเลยก็นำไปใช้เพื่อประโยชน์ของจำเลยฝ่ายเดียวโดยโจทก์และบุตรมิได้รับการช่วยเหลือเลี้ยงดูจากจำเลยแต่อย่างใด ขณะนี้คงเหลือเงินสินสมรสอยู่เพียง 1,221,340 บาท เมื่อโจทก์ขอแบ่งสินสมรสที่คงเหลือกึ่งหนึ่ง จำเลยไม่ยินยอมและอ้างว่าเงินดังกล่าวไม่ใช่สินสมรส พฤติการณ์ของจำเลยเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการจัดการสินสมรสเป็นที่เสียหายถึงขนาด และทำความเสียหายให้แก่สินสมรส รวมทั้งไม่นำเงินสินสมรสนั้นมาอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ด้วย โจทก์จึงมีเหตุสมควรร้องขอให้แยกสินสมรสได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1484 (1) (2) (5) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิขอให้แยกสินสมรสส่วนที่เหลืออยู่ออกเป็นส่วนของโจทก์กึ่งหนึ่งจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

คู่สมรสแยกกันอยู่มานานหลายปีแล้ว ทรัพย์สินที่ได้มาภายหลังยังเป็นสินสมรสอยู่หรือไม่  ศาลวินิจฉัยว่า แม้สามีภริยาจะสมัครใจแยกกันอยู่ แต่หากยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า ความเป็นสามีภริยาตามกฎหมายยังคงอยู่ ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสย่อมเป็นสินสมรส




ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา

สินสมรสหรือสินส่วนตัว กรณีได้รับทรัพย์ระหว่างสมรสโดยการให้ ต้องระบุอย่างไรจึงมีผลเป็นสินสมรส
คู่สมรสให้ความยินยอมแต่ไม่ต้องร่วมรับผิดหนี้ได้หรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายสินสมรสและการให้สัตยาบันตามกฎหมาย
สิทธิในทรัพย์มรดกและสินส่วนตัวของคู่สมรสเมื่อการให้ทรัพย์ยังไม่จดทะเบียนตามกฎหมาย ผู้รับมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกหรือไม่
สิทธิในที่ดินและสินสมรส การพิสูจน์เจตนายกให้โดยเสน่หา(ฎีกา 4680/2552)
แบ่งสินสมรสอย่างไรเมื่อคู่สมรสตกลงกันได้เพียงบางส่วน และศาลต้องชี้ขาดราคาที่ดินร่วมกันทำมาหาได้
สามียังไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงแบ่งสินสมรสในคำพิพากษาตามยอม ภริยาฟ้องขอเป็นผู้จัดการสินสมรสฝ่ายเดียวได้หรือไม่ และถือว่าการสมรสสิ้นสุดแล้วหรือยัง article
เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกแม้ไม่ได้จดทะเบียนก็มีผลสมบูรณ์
เพิกถอนนิติกรรมโฉนดห้ามโอน 10 ปี
การเปลี่ยนแปลงสัญญาก่อนสมรส
ขอเป็นผู้จัดการสินสมรสฝ่ายเดียว แยกสินสมรส
ได้สิทธิทำประโยชน์ที่ดินก่อนจดทะเบียนสมรส
เจ้าหนี้ยึดสินสมรสได้ทั้งหมดยกคำร้องขอกันส่วน
หญิงมีสามีมีอำนาจฟ้องปราศจากความยินยอมหรือไม่
สามีนำเงินสินสมรสออกให้กู้โดยไม่ได้รับความยินยอม
ไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกสินสมรสเกินส่วนของตน
ที่ดินและรถยนต์ภริยากู้ยืมเงินมาซื้อและผ่อนด้วยเงินเดือน
หย่ากันให้แบ่งสินสมรส-ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าแบ่งสินสมรสไม่ได้
กรณีเป็นที่สงสัยให้สันนิษฐานว่าเป็นสินสมรส
บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สิน
ทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาโดยลำพังเป็นสินสมรส
ข้อตกลงให้ชำระดอกเบี้ยในระหว่างอายุสัญญาขายฝาก
สัญญาค้ำประกันไม่ต้องได้รับความยินยอมคู่สมรส
สินส่วนตัวและสินสมรส ของขวัญเนื่องในการสมรสจึงถือว่าเป็นสินสมรส
ข้อตกลงหลังทะเบียนหย่าเรื่องยกทรัพย์สินให้ฝ่ายหญิง(ภรรยา)
กฎหมายคุ้มครองผู้รับโอนโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน (ม.1480)
ปลอมลายมือชื่อคู่สมรสในหนังสือให้ความยินยอมไปทำขายฝากที่ดิน
ตกลงให้สินส่วนตัวของฝ่ายหนึ่งตกเป็นสินสมรส
รางวัลที่ 1 สลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว
สิทธิฟ้องหย่าและเพิกถอนการให้ทรัพย์สินสมรสกับปัญหาอายุความ
ความยินยอมในการจัดการสินสมรสไม่ต้องทำต่อหน้าเจ้าพนักงาน
การจัดการสินสมรสเรื่องกู้ยืมเงินและให้กู้ยืมเงิน-ความยินยอมจากคู่สมรส
สัญญาแบ่งทรัพย์สินในการหย่า-ตกลงให้ที่ดินแก่กันไม่ต้องจดทะเบียนบังคับได้
เพิกถอนนิติกรรมขายฝาก ซึ่งรับซื้อฝากโดยสุจริตเสียค่าตอบแทน
รับซื้อฝากที่ดินสินสมรสโดยไม่สุจริต- เพิกถอนนิติกรรมขายฝากได้ทั้งแปลง
หนังสือหย่าและตกลงแบ่งทรัพย์สินเมื่อยังไม่มีการหย่าใช้บังคับไม่ได้
เพิกถอนนิติกรรมสัญญาซื้อขายที่ดินมีโฉนดระหว่างบิดาโจทก์กับจำเลย